เมืองแพร่ เมืองที่เปลี่ยนแปลงแบบเนิบช้า

โดย ณัฐธิดา เย็นบำรุง

         เมื่อ แผนงาน นพม. เดินทางศึกษาความเป็นเมืองของภาคต่างๆ ในไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อค้นหาจุดเด่นและความน่าสนใจของเมืองต่างๆ โดยครั้งนี้ล่องเหนืออีกครั้ง กับการศึกษาเมืองแพร่ เมืองเล็กๆ ในภาคเหนือ จากการแนะนำของคุณชัยพงษ์ สำเนียง นักวิจัยจากม. เชียงใหม่ ที่แนะนำเมืองแพร่ในฐานะเมืองที่เปลี่ยนแปลงช้า และอยากให้เราไปสัมผัสด้วยตนเอง อันที่จริงผู้เขียนก็อาจจะเรียกได้ว่าเป็น คน “แพร่” เพราะเติบโตและเรียนชั้นประถมที่อำเภอ “สอง” ก่อนมาเรียนที่กรุงเทพ ซึ่งก็ยังคงห่างไกลกับความเป็นเมืองในตัวอำเภอเมือง เคยเห็นและสัมผัสแค่ในตอนเด็กๆ ทั้งนี้ผู้เขียนขอสารภาพความในใจก่อนไปศึกษาดูงาน “แพร่” ครั้งนี้ ว่า “ไม่ได้ตื่นเต้น” หรือ “สนใจ” อะไรมากมาย เพราะคิดว่าเป็นเมืองที่ตัวเองเห็นมาบ้างตั้งแต่เด็ก และคิดว่าเป็นเมืองที่ “ไม่มีอะไร” แต่เมื่อกลับมา “ความไม่มีอะไร” มันมี “อะไร” บางอย่าง ที่แตกต่าง และทำให้ผู้เขียน “มองแพร่” เปลี่ยนไป

         “แพร่” หนึ่งในจังหวัดภาคเหนือตอนบน ที่ดูเหมือนจะเป็น "เมืองทางผ่าน" เพื่อขึ้นไปยังเมืองท่องเที่ยว เมืองเศรษฐกิจอื่นๆ ของภาคเหนือ เช่น เชียงใหม่ น่าน ลำปาง เชียงราย เป็นต้น ซึ่งตลอดการรับรู้ของผู้เขียนที่ผ่านมาตั้งแต่เด็กจนถึงปัจจุบัน “แพร่” ไม่มีความหวือหวาเกี่ยวกับข่าว หรือการท่องเที่ยวมากนัก เมื่อเทียบกับจังหวัดอื่นๆ ของภาคเหนือ โดยการศึกษาเมืองแพร่ครั้งนี้ ทางทีมงาน ฯ จะศึกษาในยังตัวเมืองของจังหวัดแพร่ เพื่อศึกษา “ความเป็นเมือง” ตามวัตถุประสงค์ของแผนงาน ฯ โดยไม่ได้ข้ามไปยังอำเภออื่น เมื่อแผนงาน นพม. และผู้เขียน ได้เที่ยวชม ฟังคำบรรยาย และตั้งอกตั้งใจศึกษาเมืองแพร่ตลอดสามสี่วันแล้ว เห็น “อัตลักษณ์” และ “ประเด็น” หลายอย่างเกี่ยวกับ “เมืองแพร่” ดังนี้

เมืองแพร่ “เมืองแห่งล้านนาตะวันออก”

         เมืองแพร่ เป็น "เมืองที่มีประวัติศาสตร์ของเมืองมายาวนาน" ร่วมกับเมืองต่างๆในภาคเหนือ ซึ่งทำให้สถาปัตยกรรม โบราณสถาน ศิลปะ วัฒนธรรม วิถีชีวิต ความเชื่อต่างๆ ได้รับอิทธิพล “ความเป็นล้านนา ผสมวัฒนธรรมพม่า" และถ้าหากย้อนประวัติศาสตร์ คงต้องย้อนกันอีกมาก เนื่องจากมีประวัติศาสตร์ร่วมกับเมืองอื่นๆ มาอย่างยาวนาน ซึ่งถ้ามองปัจจุบันทำให้เห็นได้ว่า “เมืองแพร่” ยังคงหลงเหลือความเป็นล้านนาไว้ให้คนเมืองแพร่ได้เคารพ ชื่นชม ไม่ว่าจะเป็น คุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่(ภาพด้านบน), บ้านวงศ์บุรี, คุ้มวิชัยราชา วัดพระบาทมิ่งเมือง วัดจอมสวรรค์ วัดพระธาตุช่อแฮ และอีกมากมาย ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งก่อสร้างที่ตกผลึกมาแต่โบราณ “แพร่” จึงเป็นอีกหนึ่งเมือง ที่ยังคงมีกลิ่นอายเมืองของ "ความเป็นล้านนาตะวันออก" แต่ทั้งนี้ผู้เขียน ขอเจาะถึงรายละเอียดของ “วัดจอมสวรรค์” ที่ได้แวะชมและไถ่ถามจากชาวบ้าน มีประเด็นที่น่าสนใจ คือ วัดแห่งนี้เป็นวัดเก่าแก่สร้างตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อ พ.ศ. 2437 อายุกว่า 120 ปี สร้างจาก “ชาวเงี้ยว” ของพม่า ทำให้วัดนี้มีความงามโดยเป็นวัดที่ออกแบบตามศิลปะของ “พม่า” มีองค์พระประธาน วัตถุโบราณอยู่มากมาย กรมศิลปากรเห็นความสำคัญจึงได้จดทะเบียน เป็นสมบัติของชาติ เมื่อปี 2433 เพื่ออนุรักษ์ต่อไป

         อันที่จริงเป็นเรื่องน่า “ยินดี” เมื่อกรมศิลปากรเห็นความสำคัญของวัดจอมสวรรค์ (ภาพด้านบน) และขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติของชาติ แต่ประเด็นที่น่าสนใจ คือ เมื่อผู้เขียนได้คุยกับชาวบ้าน เกี่ยวกับการทำพิธีทางศาสนาของชุมชน พบว่า วัดแห่งนี้ไม่ได้ถูกใช้ประกอบพิธีกรรมจากชุมชนมานานแล้ว หลังจากที่ถูกประกาศเป็นสมบัติชาติ เพราะการขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติของชาติ วัดหรือโบราณสถานจะต้องรักษาเป็นอย่างดี และห้ามให้มีการ “จับต้อง” ทำให้ชาวบ้านเลยหันไปทำพิธีกรรมทางศาสนาต่างๆ ที่ “ศาลา” ข้างๆ วัดจอมสวรรค์ ในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาทั้งหมดของชุมชนแทน ข้อมูลเบื้องต้นนี้ค่อนข้างน่าสนใจเกี่ยวกับ “การอนุรักษ์” โบราณสถานของกรมศิลปากร ซึ่งใช้แนวคิดอนุรักษ์ไม่ให้มีการ “จับต้อง” เพื่อรักษาสมบัติของชาติ ซึ่งทำให้วัดหรือโบราณสถานกลายเป็นเพียงแค่สถานที่ท่องเที่ยวให้คนมาชื่นชมความงามเพียงแค่นั้น แต่การอนุรักษ์เช่นนี้มันขาด “วิถีชีวิต” ของชาวบ้าน ทำให้ “วัด” เป็นวัดที่ไม่ได้ใช่ประโยชน์ ไม่ถูกทำพิธีกรรม มีแต่ “ความงาม” ของศิลปะ สถาปัตยกรรม แต่ขาด “ชีวิต” ขาดการมีส่วนร่วมจากชุมชน และขาดความรู้สึกเป็นเจ้าของจากคนในชุมชน ซึ่งวันนี้จะทำให้คนในชุมชนมองวัดเป็น “สมบัติของส่วนกลาง” ไม่ใช่สมบัติของพวกเขาอีกต่อไป บางที “การอนุรักษ์” ของโบราณ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรทบทวนแนวคิดการอนุรักษ์ใหม่ เพราะแต่เดิม “วัด” เป็นศาสนสถานที่สร้างขึ้นเพื่อประกอบพิธีกรรม ตอบสนอง ความเชื่อ ความศรัทธาของคน แต่ปัจจุบันการอนุรักษ์เช่นนี้ ทำให้วัดเป็นเพียงแค่สถาปัตยกรรมที่ตอบสนองการท่องเที่ยวเพียงแค่นั้น

เมืองแพร่ “เมืองแห่งการเปลี่ยนแปลงแบบเนิบช้า”

         นอกจากความเป็นเมืองแห่งล้านนาตะวันออก สิ่งที่ผู้เขียนอยากนำเสนอหลังจากศึกษาเมืองแพร่ คือ เมืองแพร่ ให้ความรู้สึกถึงข้อดีของ “การเป็นเมืองที่เปลี่ยนแปลงแบบเนิบช้า” อันที่จริงคำว่าเปลี่ยนแปลงแบบเนิบช้า ก็ดูจะเป็นคนที่ “เวอร์” เกินจริงของการเปลี่ยนแปลงเมืองแพร่ไปหน่อย แต่ผู้เขียนอยากให้ผู้อ่านได้ “รู้สึก” และ “เห็นภาพ” ตามที่ผู้เขียนได้ “รู้สึก” ว่า “เมืองแพร่” มีการเปลี่ยนแปลงแบบเนิบช้าอย่างไร

         ที่ผู้เขียนรู้สึกว่าเมืองแพร่ มีการเปลี่ยนแปลงของเมืองแบบเนิบช้า คือผู้เขียนได้ใช้ “ตัวเอง” เป็นฐาน วัดความเปลี่ยนแปลงช้า เหตุที่ผู้เขียนรู้สึกว่าเมืองแพร่ เป็น “เมืองที่เปลี่ยนแปลงช้า” คือตั้งแต่เด็ก แม้ผู้เขียนจะอาศัยอยู่ต่างอำเภอ แต่ก็มีโอกาสเข้ามายังใน “เมือง” หลายครั้ง และได้ “บริโภค” เที่ยวชม ค้างคืน ใน “ตัวเมืองแพร่” จากวันนั้นมาถึงวันนี้คงจะ 20 ปีมาแล้ว ที่ได้กลับไป “ศึกษาเมือง” ที่ไม่ใช่แค่ “แวะผ่าน” เหมือนเช่นทุกครั้ง ทำให้เห็นว่า เมืองแพร่ “สิ่งที่เคยอยู่” และเคย “ดำเนิน” ก็ยังคงอยู่อยู่แบบนั้น ไม่ว่าจะเป็นบ้านเรือน ตึก ร้านค้าต่างๆ โรงเรียน ตลาด และที่ผู้เขียนอยากให้เห็นภาพมากขึ้น คือ “ตลาดโต้รุ่งประตูชัย” (ภาพด้านล่าง) เป็นตลาดกลางคืนที่ร้านอาหารมาเปิดติดๆ กันหลายร้าน ซึ่งร้านอาหารเหล่านั้นก็ยัง “คงอยู่” ขายให้กับชาวเมืองได้มาบริโภคกัน ไม่ว่าจะเป็น “เย็นตาโฟ” หรือ “ลูกชิ้นลุงอ้วน” ของชื่อดังที่กินกันตั้งแต่เด็ก อันที่จริงสิ่งที่เหล่านี้ก็ยังคงดูธรรมดาไปหากยังคงตั้งอยู่ แต่ที่น่าสนใจ “ตำแหน่งแห่งที่ของร้าน” การจัดโซน ยังคงเหมือนเดิมอยู่มาก และร้านหลายร้านก็ยังคงอยู่ แม้จะมีร้านใหม่ๆ เกิดขึ้นมาบ้าง ที่สำคัญ ก็คือ “บรรยากาศ” ของการบริโภคจับจ่ายใช้สอย ของคนเมือง ที่เกิดขึ้นยังให้ความรู้สึกเหมือนเดิม ยังคงมีการ “ต่อคิว” ในร้านอาหารที่เค้าชื่นชอบ แสดงให้เห็นว่า ในตลาดกลางคืน “คนแพร่” ยังคงฝากท้องไว้ที่ตลาดโต้รุ่งประตูชัยจำนวนมาก เหมือนเช่นเคยเมื่อ 20 ปีที่แล้ว

         อีกสิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนรู้สึกว่ายังคงเดิม คือ “การขายเสื้อหม้อห้อม” ตามที่หลายคนน่าจะรู้เกี่ยวกับสินค้าเอกลักษณ์ของเมืองแพร่ นั่นก็คือ “เสื้อหม้อห้อม” แพร่จะเป็นแหล่งผลิต และแหล่งจำหน่ายจำนวนมากที่ ตำบลทุ่งโฮ้ง จำได้ว่าเมื่อก่อน ตำบลทุ่งโฮ้งจะขายเสื้อหม้อติดกันสองฝั่งถนนจำนวนมาก รวมกันก็น่าเกือบ 50 ร้านได้ เป็น “แหล่ง” รวมซื้อขายเสื้อ 20 ปีผ่านไป เชื่อไหมว่า “ร้าน” สองฝั่งข้างทางไม่ได้ลดน้อยลงเลย “ทุ่งโฮ้ง” ก็ยังคงเป็นแหล่งรวมเสื้อหม้อห้อม ที่ยังคงมีร้านขายอยู่จำนวนมาก จะมีความเปลี่ยนแปลงอยู่บ้าง คือ แต่ละร้าน จะมี “ไอเดีย” หรือการออกแบบเสื้อหม้อฮ้อม (ภาพด้านล่าง) ให้ทันสมัยขึ้นตามแฟชั่นในปัจจุบันให้ดูไม่ “เก่า” เพื่อให้เสื้อหม้ออยู่ในกระแสอยู่เสมอ ทีมงานได้เข้าไปยัง ร้านเสื้อหม้อห้อมของ “ป้าเหลือง” (ภาพด้านล่าง) ตามคำแนะนำของร้านอื่นๆ ว่าเป็นแหล่งย้อมผ้าหม้อห้อมตามธรรมชาติ “ป้าเหลือง” บอกกับทีมงานว่า ผลิตเสื้อหม้อห้อมมา 50 กว่าปีแล้ว และวันนี้ก็ยังมีการสั่งสินค้าเข้ามาอยู่จำนวนมาก ทั้งในและต่างประเทศ น่าสนใจที่วิธีการ “ออกแบบ” ของป้าเหลือง ที่ยังคงใช้วิธีการธรรมชาติ คือใช้แท่นแกะสลักลายจุ่มเทียน และประทับลงบนผ้า จากนั้นนำมา “ย้อมสีคราม” ตามวิธีธรรมชาติที่เคยทำมา ทำให้ผ้ามีลายหลากหลายรูปแบบ และไม่ซ้ำใคร ผลิตออกมาหลากหลาย ไม่ว่าจะผ้าพันคอ ผ้าปูโต๊ะ เสื้อ ผ้าบาติก แสดงให้เห็นว่าวิธีการทำเสื้อและลวดลายแบบธรรมชาติก็ยังคงอยู่ แม้ปัจจุบันเสื้อหม้อห้อมจะมีการผลิตจากโรงงานเป็นส่วนใหญ่แล้วก็ตาม

         เมืองที่เปลี่ยนแปลงช้าเช่นเมืองแพร่นี้ ส่วนหนึ่งผู้เขียนวิเคราะห์ว่า จังหวัดแพร่ เป็นจังหวัด “ทางผ่าน” ที่จะเดินทางไปยังจังหวัดอื่น และไม่ได้มีแผนการ “โปรโมท” ด้านการท่องเที่ยวมากนัก ทำให้ เมืองแพร่ ไม่ได้เป็นที่รู้จักในด้านการท่องเที่ยว หากแต่จะรู้จักตามสถานที่สำคัญที่มีชื่อเสียง เช่น แพะเมืองผี พระธาตุช่อแฮ เป็นต้น ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวมักจะแวะเข้าชื่นชมสถานที่เหล่านี้ ก่อนไปจังหวัดอื่น ซึ่งการเข้ามาท่องเที่ยว “บริโภค” จำนวนมาก ในตัวเมืองยังมีน้อยกว่าจังหวัดอื่น จากการสำรวจ ห้องพัก ผู้เยี่ยมเยน และรายได้จากการท่องเที่ยวจำแนกเป็นรายจังหวัดในภาคเหนือตอนบน 9 จังหวัดในปี 2555 (ตารางที่ 1) พบว่า จำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้จากการท่องเที่ยวของจังหวัดแพร่อยู่อันดับ 7 จาก 9 จังหวัดภาคเหนือตอนบน และที่น่าสนใจคือ จังหวัดแพร่ เป็น 1 ใน 3 จังหวัดร่วมกับจังหวัดลำพูน พะเยา ที่มีนักทัศนาจรมากกว่านักท่องเที่ยว โดยนักทัศนาจรหมายถึง ผู้เยี่ยมเยียนโดยไม่พักค้างคืน แสดงให้เห็นว่า นักท่องเที่ยวที่เข้ามาในจังหวัดแพร่ยังน้อยกว่าจังหวัดอื่นๆ ในภาคเหนือตอนบน อีกทั้งผู้ที่เข้ามาเที่ยวยังเป็นนักทัศนาจร ซึ่งอาจจะเยี่ยมชมจุดสำคัญต่างๆ มากกว่านักท่องเที่ยวที่ค้างคืน แสดงให้เห็นว่าจังหวัดแพร่อาจจะไม่ใช่จังหวัดที่เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวมากนัก เมื่อเทียบกับจังหวัดอื่น

นักท่องเที่ยวน้อย “เมืองมีชีวิต”

         การที่มีนักท่องเที่ยวไม่มากเหมือนจังหวัดอื่น เป็นส่วนหนึ่งในมุมมองของผู้เขียนว่า ทำให้เมืองมีการเปลี่ยนแปลงที่ช้า เพราะคนนอกเข้ามาน้อย อันที่จริง “การท่องเที่ยว” ก็มีข้อดีอยู่มาก ทุกเมืองต้องการให้มีนักท่องเที่ยวมาเมืองของตนเอง เพราะมีการจับจ่าย กระจายรายได้สู่ท้องถิ่น กระตุ้นเศรษฐกิจ สินค้าพื้นเมืองจะขายได้มาก มีภาคการลงทุน เกิดการจ้างงานมากมาย แต่ทั้งการมีนักท่องเที่ยวเข้ามาในเมืองจำนวนมากก็มีข้อเสียอยู่มาก เช่น มีการก่ออาชญากรรมเพิ่มมากขึ้น เกิดอุบัติเหตุมากขึ้น ค่าครองชีพในเมืองจะสูงมากขึ้น และการบริหารจัดการเมืองย่อมเป็นไปเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวมากขึ้น ไม่ว่าจะการจัดตำแหน่งแห่งที่ของร้านค้า การเพิ่มร้านค้า การลงทุนด้านที่พักอาศัย โรงแรม ห้องพัก หรือการลงทุนด้านต่างๆ เพื่อรองรับคนจำนวนมาก ซึ่งมีผลต่อการกว้านซื้อที่ดินของคนในท้องถิ่นจากนักลงทุนใหญ่ กลายเป็น “คนนอก” เข้ามาอยู่ในเมืองทั้งสิ้น ซึ่งก็ทำให้เมืองเริ่ม “เปลี่ยนโฉม” ไปเรื่อยๆ จนกลับมาอีกครั้งอาจจำไม่ได้ คล้ายกับเชียงใหม่ เป็นต้น

         การที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาในเมืองน้อย สิ่งที่เกิดขึ้นคือ “เมืองแพร่” กลายเป็นเมืองสำหรับคน “คนแพร่” จริงๆ และกลายเป็นเมืองที่มีชีวิต “ชีวิต” ในที่นี้หมายถึง ชีวิตของผู้คนในเมืองได้ดำเนินอย่างเป็นธรรมชาติ ตามวิถีชีวิตที่เคยมีมา มีพิธีกรรม มีความเชื่อ มีการบริโภค “คล้ายเดิม” อยู่มาก ร้านค้า ตำแหน่งที่ในเมืองยังคงมีความ “คล้ายเดิม” อีกทั้ง “ค่าครองชีพ” ของเมืองแพร่ถูกกว่าค่าครองชีพในจังหวัดอื่น เพราะยังไม่ถูกกระตุ้นด้วยนักท่องเที่ยวเหมือนกับเมืองท่องเที่ยวใหญ่ๆ ของไทยที่มีค่าครองชีพในเมืองสูงมาก เช่น พัทยา ภูเก็ต แม้กระทั่งเชียงใหม่ที่เริ่มปรับตัวสูงขึ้น สิ่งเหล่านี้ ทำให้เมืองแพร่ เป็นเมืองที่มี “เสน่ห์” และ “เมือง” เป็นเมืองของคนในเมืองจริงๆ ไม่ใช่เมืองที่มีแต่นักท่องเที่ยวมาจับจอง เดินเต็มไปหมดในเมือง

เมืองเปลี่ยนช้า แต่ใช่ว่าจะไม่ “เปลี่ยน”

         ในมุมมองของผู้เขียนเห็น เมืองแพร่มีความเปลี่ยนแปลงช้ากว่าเมืองอื่นๆ ในแง่ของวิถีชีวิตของผู้คน ความเชื่อ ประเพณี วัฒนธรรม ภาษา หรือการบริโภคในจังหวัดแพร่ ทุกอย่างยังคงดำเนินเป็นไปอย่างธรรมชาติ เนื่องจากยังคงเป็น “เมืองทางผ่าน” สำหรับใครหลายๆ คน แม้มีนักท่องเที่ยวบางกลุ่มที่สนใจเข้ามาเที่ยวพักผ่อนในเมืองบ้าง แต่เมืองแพร่ก็ยังไม่ใช่เมืองท่องเที่ยวอย่างเต็มรูปแบบ จึงทำให้วิถีชีวิตที่ว่านี้เปลี่ยนแปลงได้ช้า แม้เปลี่ยนช้า แต่ใช่ว่าจะ “เปลี่ยน” ซึ่งเป็นธรรมดาของการเปลี่ยนแปลงตามโลกาภิวัตน์ที่หมุนเปลี่ยนไป เทคโนโลยีที่พัฒนามากขึ้น ซึ่งสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับเมืองแพร่อยู่ไม่น้อย เช่น เมืองแพร่มีเที่ยวบินของนกแอร์ 1 เที่ยวต่อวัน จากที่ไม่เคยมี พร้อมมีการลงทุนจากภาคเอกชนเพิ่มมากขึ้น จากเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ที่ในเมืองแพร่มีแค่ห้างสรรพสินค้า”มาร์คโฟร์” ปัจจุบันไม่ได้มีเพียงแค่ห้าง “มาร์คโฟร์” นี้เท่านั้น แต่ยังมีการลงทุนของโลตัส บิ๊กซี ที่เพิ่มเข้ามาให้ผู้คนในเมืองแพร่ได้บริโภคมากขึ้น

         ปัจจุบันแพร่มีการลงทุนจากกลุ่มทุนภายนอกเข้ามาอยู่พอสมควร มีการเปิดตลาดใหม่ของกลุ่มทุน ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนของ “โกลบอลเฮ้าส์" ในเครือเอสซีจี เปิดบริการสาขาที่ 21 ที่อำเภอสูงเม่น และ“โฮมโปร” ในเครือแลนด์ แอนด์เฮ้าท์ บริเวณถนนยันตรกิจโกศล ซึ่งได้ก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว หรือแม้กระทั่งล่าสุดที่เครือเซนทรัล ได้ซื้อที่ดินประมาณ 50 ไร่ ที่ตำบลแม่หล่าย อำเภอเมือง เพื่อเตรียมก่อสร้างห้างสรรพสินค้าในอนาคต

         การลงทุนที่เพิ่มสูงขึ้นเช่นนี้ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะแพร่ยังไม่ได้มีกลุ่มทุนเข้าไปลงทุนมากนัก ซึ่งเป็นการเปิดตลาดใหม่ในจังหวัดแพร่ อีกทั้งการเปิดประชาคมอาเซียนในปี 2558 นี้ แพร่ซึ่งเป็นเมืองที่การเชื่อมต่อหลายจังหวัด เช่น น่าน ลำปาง เป็นทางผ่านเข้าสู่หลายจังหวัดในภาคเหนือ การลงทุนในเมืองแพร่จะสามารถเป็นเชื่อมเข้าสู่ประเทศเพื่อนบ้านได้อีกด้วย

         การลงทุนเหล่านี้เป็นผลดีต่อจังหวัดแพร่อย่างแน่นอน เพราะเกิดการกระตุ้นทางเศรษฐกิจ มีการจ้างงานอย่างมหาศาล และคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะทำให้แพร่มีการพัฒนา มีความเจริญ ประชากรมีรายได้ที่สูงขึ้นเหมือนกับเมืองอื่นๆ แต่ในขณะเดียวกัน การลงทุนเหล่านี้เป็นไปตามระบบของ “ทุนนิยม” หรือการเข้าสู่ยุค “โลกาภิวัตน์” มีเทคโนโลยีที่เชื่อมต่อกันให้โลกติดต่อกันง่ายมากยิ่ง การแพร่กระจายการบริโภค วัฒนธรรมการกิน การอยู่ ย่อมง่ายและคล้ายกันมากขึ้น เป็นผลพวงของทุนนิยมที่พยายามทำให้ทุกอย่าง “คล้าย” เหมือนกันไปหมดทุกพื้นที่ ซึ่งเป็นสิ่งที่เมืองแพร่จะต้องเผชิญอย่างแน่นอน

สรุป

         ในทัศนะของผู้เขียนวันนี้ ยังคง “รู้สึก” ว่าแพร่ยังคงมีการเปลี่ยนแปลงที่ช้ากว่าเมืองอื่น ซึ่งเป็นนั่นเป็น “เสน่ห์” ของเมืองแพร่ที่ทำให้เมืองแพร่แตกต่างจากเมืองอื่นๆ มีประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต วัฒนธรรม ความเชื่อ และมี “ตัวตน” ของตนเอง ทำให้เมืองเป็นเมืองที่มีการดำเนินชีวิตที่เกิดจาก “คนแพร่” เป็นส่วนใหญ่ ไม่ได้ขับเคลื่อนหรือมีการหมุนเวียนจากคนนอก “เมือง” จึงมีการพัฒนาไปตามธรรมชาติ แต่ทั้งนี้กระแสการลงทุน การเปิด AEC การส่งเสริมการท่องเที่ยวของเมือง ซึ่งเกิดขึ้นเกือบทุกเมือง ย่อมทำให้ “เมืองแพร่” ต้องไหลเข้าสู่กระแส “ทุนนิยม” หรือ “การเป็นเมืองท่องเที่ยว” ไม่ต่างจากเมืองอื่นๆ ซึ่งผู้นำ ผู้บริหารเมือง หรือภาคประชาสังคม อาจต้องขบคิดกันให้มากในการพัฒนาเมืองอย่างไรให้มีทิศทาง มีอัตลักษณ์ของตนเอง โดยให้เมืองแพร่ไม่เป็นเมืองที่มีความ “mass” หรือคล้ายกันไปหมดจนสูญเสียวิถีชีวิต ตัวตน ของตนเองได้

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>