เทศบาลนครรังสิต: นวัตกรรมเพื่อผู้สูงวัย ผ่านโรงเรียนผู้สูงอายุ
วันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ.2561 ณ เทศบาลนครรังสิต จ.ปทุมธานี

        จากอดีตจนถึงปัจจุบันเทศบาลนครรังสิตเป็นองค์กรส่วนท้องถิ่นที่เป็นที่ยอมรับและเชื่อได้ว่ามีการบริหารจัดการ การพัฒนาคน การพัฒนางาน และเพิ่มประสิทธิภาพในการรองรับการให้บริการกับประชาชน รองรับการเจริญเติบโตตามบริบทสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม โดยการนำของผู้บริหาร สมาชิกสภาเทศบาล ข้าราชการประจำ พนักงานเจ้าหน้าที่เทศบาล ซึ่งมีเจตนารมณ์ร่วมกันที่จะจัดบริการสาธารณะ ให้บริการประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด สร้างความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนให้กับนครรังสิตต่อไป เนื่องจากการเป็นเมืองที่โตไว ส่งผลให้ปัจจุบันภาพรวมของนครรังสิตมีการเจริญเติบโตในทุก ๆ ด้าน

        ด้วยวิสัยทัศน์ของเทศบาลนครรังสิต ที่ปรารถนาให้นครรังสิตเป็นนครแห่งคุณภาพชีวิตในปี 2562 การจัดการระบบบริการสาธารณสุขเพื่อรองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุจึงเป็นหนึ่งในนโยบายที่สำคัญและเร่งด่วน เป็นนโยบายที่มุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุที่ครอบคลุมทั้งในด้านสุขภาพ สังคม เศรษฐกิจ และสภาพแวดล้อม ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมามีจำนวนประชากรและผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นในทุก ๆ ปี ปัจจุบันเทศบาลนครรังสิตเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบแล้ว ทำให้ต้องมีการวางแผนและพัฒนาการดูแลผู้สูงอายุมาเป็นระยะเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุที่มาพร้อมกันกับการความเจริญของเมือง

    ศูนย์พัฒนาผู้สูงอายุเทศบาลนนทบุรี: เมืองที่เป็นมิตรกับผู้สูงอายุ เพื่อการพัฒนาศักยภาพทั้งทางกายและจิตใจ
วันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ.2561 ณ ศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ เทศบาลนครนนทบุรี

        เนื่องจากอัตราการเติบโตของผู้สูงอายุในเมืองนนทบุรีเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ประกอบกับการพัฒนาและการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุเป็นภารกิจหลักตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องจัดบริการสาธารณะในพื้นที่รับผิดชอบของตน เทศบาลนครนนทบุรีจึงหยิบนำเอาประเด็นการดูแลผู้สูงอายุมาเป็นโครงการของเทศบาลที่ให้การดูแลผู้สูงอายุให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี

        เทศบาลนครนนทบุรีเริ่มก่อสร้างอาคารตั้งแต่ปี 2553 และเปิดให้บริการเมื่อปี 2555 มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เป็นศูนย์กลางกิจกรรมของผู้สูงอายุที่มีความหลากหลายและเหมาะสมกับผู้สูงอายุ โดยเฉพาะเป็นการส่งเสริมการรวมกลุ่มของผู้สูงอายุให้ใช้เวลาว่างในการทำประโยชน์ร่วมกัน และยังถือเป็นการส่งเสริมและพัฒนาให้ผู้สูงอายุสามารถแสดงออกและใช้ศักยภาพของตนเองให้เป็นประโยชน์ต่อชุมชนและคนรอบข้าง รวมไปถึงกิจกรรมด้านสาธารณสุข ให้บริการปรึกษาเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ

    แม่มอก: การสร้าง Care Giver ดูแลผู้สูงอายุจากภาคประชาสังคม
วันที่ 20 กันยายน พ.ศ.2561 ณ อาคารพร้อมพันธุ์ 1 ลาดพร้าว กทม.

        ปัจจุบันโลกเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้วและมีแนวโน้มจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แม้รัฐจะมีความพยายามเข้าไปแก้ไขปัญหาผู้สูงอายุและสร้างความสมดุลของคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ แต่ด้วยความแตกต่างระหว่างชุมชนกับราชการที่มีมาตั้งแต่อดีต ทำให้คุณภาพชีวิตผู้สูงอายุยังไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร

        แม่มอกมองภาระเป็นโอกาส คือ มองสถานการณ์ผู้สูงอายุว่าเป็นโอกาสที่จะสร้างอาชีพการบริการผู้สูงอายุ ภาคประชาสังคมเมืองแม่มอก นำโดยกลุ่ม "แม่มอกหลั่นล้าอีโคโนมี" ร่วมกับองค์กรสุขภาพในพื้นที่ สร้างนักบริบาลผู้สงอายุ (Care Giver) จำนวน 60 คน โดยใช้หลักสูตรอบรมจากโรงพยาบาลรามาธิบดี ไม่เพียงแค่ให้นักบริบาลเหล่านี้ดูแลผู้สูงอายุในพื้นที่ แต่ยังต่อยอดให้ที่พี่น้องประชาชนสามารถยึดเป็นอาชีพหลักในอนาคตได้ ไม่ว่าจะเป็น รับจ้างดูแลแบบ Day care หรือดูแลรายเดือน และเป็นผู้ช่วยในโรงพยาบาลได้ สิ่งที่ภาคประชาสังคมแม่มอกได้ทำ สะท้อนให้เห็นถึงควาเป็นพลเมืองจิตอาสารักบ้านเกิด เริ่มก่อนรัฐ ไม่รอรัฐ แต่ก็ไม่กีดกันรัฐ ใช้ภูมิประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมอันดีและความเป็นแม่มอกเป็นพื้นฐานของการรวมตัว เช่น เรื่องของความดีงาม นับหน้าถือตาผู้สูงอายุ ให้ความเป็นพี่เป็นน้องกันทั้งตำบล เป็นพื้นฐานในการรวมตัวและสร้างนักบริบาลขึ้นมาได้

    “มดแดงสร้างรัง แรงงานสร้างเมือง”: การใช้บ้านมั่นคงในการแก้ปัญหาให้แรงงานเพื่อแก้ปัญหารายได้ ที่อยู่อาศัย และสุขภาพในอนาคต
วันที่ 17 กันยายน พ.ศ.2561 ณ ชุมชนบ้านมั่นคงแรงงานสังคมเพื่อน อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี

         หมู่บ้านแรงงานที่สร้างขึ้นนี้ ปัจจุบันมีประมาณ 70 หลังคาเรือน ผ่อนเพียงแค่ 2500 บาทต่อเดือน สร้างโดยแรงงานทุกกระบวนการ โดยที่มาของโครงการเริ่มจากกลุ่มผู้ใช้แรงงานในเขตอุตสาหกรรมกบินทร์บุรีได้เข้าร่วมโครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งขบวนการแรงงาน (สสร.) ภายใต้การสนับสนุนของกองทุนสันบสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ตั้งแต่ปี 2551 โดย รศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ ได้จัดให้มีกลุ่มศึกษาของผู้ใช้แรงงาน เพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนปัญหาของแรงงานทุกสัปดาห์ พบว่ามีปัญหาหลักๆ อยู่ 3 เรื่อง ที่ยังแก้ไขไม่ได้ คือ 1) รายได้น้อยไม่เพียงพอกับภาระค่าใช้จ่าย ต้องทำโอทีตลอดเวลา 2) ที่อยู่อาศัยไม่มั่นคง 3) สุขภาพกับความไม่ปลอดภัยจากการทำงาน จนตลผนึกว่าควรแก้ไขปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยก่อน โดยบ้านมั่นคงแรงงานสังคมเพื่อนจะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของแรงงานโดยเน้นการสร้างปัจจัยสี่ คือ ที่อยู่อาศัย อาหาร ยารักษาโรค และเสื้อผ้า ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

         จากนั้นจึงได้รวบรวมผู้ที่ประสบปัญหาที่อยู่อาศัยมาจัดกลุ่มพูดคุยสร้างความเข้าใจที่จะร่วมกันแก้ไขปัญหา โดยเริ่มต้นการออมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัยและศึกษาดูงานในหมู่บ้านมั่นคงต่าง ๆ โดยมีภาคีความร่วมมืออื่น ๆ ให้การสนับสนุน อาทิ สภาองค์กรชุมชนตำบลนาแขม สภาองค์กรชุมชนตำบลนาดี สภาองค์ชุมชนตำบลบ้านเหลือง เครือข่ายแรงงานเพื่อการปฏิรูปในสมัชชาปฏิรูป สำนักงานปฏิรูป คณะวิชาการในคณะกรรมการปฏิรูปและกศน. สถาบันถิ่นฐานบ้านไทย คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยพระเจ้าเกล้าธนบุรี

     มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร: ผู้ประกอบการสังคม สร้างเมืองสมุนไพร
วันที่ 17 กันยายน พ.ศ.2561 ณ มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร

         มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรเป็นมูลนิธิภายใต้โรงพยาบาลศูนย์ประจำจังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งเป็นโรงพยาบาลนำร่องเรื่องการแพทย์แผนไทย ใช้สมุนไพรบำบัดรักษาโรค มีการนวด อบ ประคบ และฝังเข็ม แปรรูปสมุนไพรไทยเป็นเวชภัณฑ์และเครื่องสำอาง ต่อเนื่องยาวนานมากว่า 30 ปี ผสมผสานคู่ขนานกับการแพทย์แผนปัจจุบัน จนได้รับรางวัล อย. Quality Award 2016 ประเภทสถานประกอบการพยาบาลด้านยาและเครื่องสำอาง ได้มาตรฐานเกษตรอินทรีย์จาก มกท. (IFOAM) โรงงานได้มาตรฐาน GMP/ PIC/s มีเครื่องมือมาตรฐานสากล อีกทั้งยังได้รับความร่วมมือด้านการวิจัยระหว่างโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรและศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (NANOTEC) เป็นแหล่งศึกษาดูงานระดับชาติและนานาชาติ

         มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรยังทำงานส่งเสริมสุขภาพในหมวดแพทย์แผนไทยและงานสมุนไพร ทั้งงานฝึกอบรมการเรียนการสอน เครือข่ายการวิจัยทางคลินิกร่วมกับมหาวิทยาลัยและสถาบันต่าง ๆ พัฒนาโรงงานยาที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศให้ทำงานอย่างต่อเนื่อง ทำงานกับเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ของชาวบ้านที่มีมากกว่าสิบกลุ่มทั่วประเทศซึ่งคอยสนับสนุนวัตถุดิบในการผลิตยา มองหาพื้นที่ทำฟาร์มขนาดใหญ่สำหรับปลูกสมุนไพรเพิ่มเพื่อความมั่นคงทางยา ดูแลหมอยาพื้นบ้านในเครือข่ายฟื้นฟูป่า รักษาระบบนิเวศ รวมไปถึงการปลูกฝังให้คนทั่วไปเข้าใจการดูแลตนเองได้โดยไม่ต้องพึ่งหมอเสมอไป

    หมู่บ้านดงบัง: ดินแดนสมุนไพร (Herbal Land) แหล่งผลิตสมุนไพรปราจีนบุรี
วันที่ 17 กันยายน พ.ศ.2561 ณ หมู่บ้านดงบัง อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี

         จังหวัดปราจีนบุรีที่เรามักเข้าใจกันคือเป็นเมืองอุตสาหกรรม มีแรงงานจำนวนมากนั้น ในอีกด้านหนึ่ง ปราจีนบุรียังเป็นแหล่งธรรมชาติที่มีผืนป่าใหญ่อันเขียวขจี มีแม่น้ำปราจีนบุรีที่ได้นำพาความสมบูรณ์มาสู่วิถีชีวิตและเกษตรกรรม อีกทั้งตัวจังหวัดเองก็มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาตั้งแต่อดีตอย่างยาวนานแล้ว แต่คนยังไม่ค่อยรู้จักปราจีนบุรีด้านสำคัญอีกด้านหนึ่ง คือ ปราจีนบุรียังมีชื่อเสียงในเรื่องของ “การเป็นเมืองแห่งสมุนไพร” ปราจีนบุรีเป็นแหล่งปลูกและผลิตสมุนไพรแปรรูปปลอดสารเคมีที่แรกของไทยให้กลายเป็นของกิน ยา เครื่องสำอาง และอุปกรณ์สปา ฯลฯ นอกจากนี้ ร้านอาหารหลายร้านในจังหวัดก็นำเอาสมุนไพรมาเป็นส่วนประกอบในการประกอบอาหารเพื่อดึงดูดลูกค้า สร้างเอกลักษณ์และรายได้ให้กับจังหวัด

         ปัจจุบันหมู่บ้านดงบังปลูกสมุนไพรหลัก ๆ ประมาณ 15 ชนิด ได้แก่ หญ้าปักกิ่ง ฟ้าทะลายโจร เสลดพังพอนตัวเมีย เพชรสังฆาต ใบชะพลู รางจืด อัญชัน ชุมเห็ดเทศ ทองพันชั่ง อัคคีทวาร หญ้ารีแพร์ หญ้าหนวดแมว เถาวัลย์เปรียง ขมิ้นชัน และว่านสาวหลง สร้างรายได้เฉลี่ย 2 ล้านบาทต่อปี บนพื้นที่กว่า 70 ไร่ โดยสมุนไพรต้องได้มาตรฐาน เช่น ปริมาณสารสำคัญ การปนเปื้อน ระดับค่าความชื้น เป็นต้น หมู่บ้านสมุนไพรดงบังใช้เวลา 1-2 ปี ในการสร้างเป็นธุรกิจของชุมชน โดยการนำเอาภูมิปัญญาไทยที่มีมาผสมผสานกับวิทยาศาสตร์ และกลายเป็นต้นแบบให้กับที่อื่น หลังจากที่สมุนไพรสดมีเยอะขึ้นก็เริ่มแปรรูป ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่เภสัชกรเข้ามาดูแลเรื่องการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ถือได้ว่าโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรเป็นจักรกลหลักในการแปรรูปและเพิ่มมูลค่า


     เมืองท่าอุเทน กับความท้าทายนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ
วันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2561 ณ อาคารพร้อมพันธุ์ 1 ลาดพร้าว กทม.

         คุณประภาส ดอนอ่อนสา นักวิจัยอิสระ ได้เล่าถึง สถานการณ์ของเมืองภาคอีสานที่มีต่อนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษเมืองชายแดน ว่า หลังจากมีการประกาศนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ พื้นที่ริมฝั่งโขง โดยเฉพาะพื้นที่เมืองท่าอุเทน ของจังหวัดนครพนม ซึ่งพื้นที่แห่งนี้มีประวัติศาสตร์และต้นทุนทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย มีทั้งวัฒนธรรมไทยโส้ ไทญ้อ ไทยกะเลิง และคนเหล่านี้บางส่วนยังมีวิถีชีวิตทำเกษตรกรรมริมฝั่งโขงมาตลอด และต้นทุนของพื้นที่ริมโขงก็เต็มไปด้วยความสมบูรณ์ทางธรรมชาติ พื้นที่ชุ่มน้ำ บุ่งป่าทาม โดยพื้นที่เกษตรริมตลิงโขง (ไม่เป็นทางการ) ที่มีอยู่ในท่าอุเทน มีจำนวน 13 พื้นที่ แต่ปัญหาที่กำลังเผชิญคือ พื้นที่เกษตรริมฝั่งโขง ที่ดินไม่ใช่กรรมสิทธิ์ของเกษตรกร หรือพื้นที่ส่วนบุคคล กำลังเผชิญกับความท้าทายว่าเมื่อมีนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษเข้ามาที่เน้นการลงทุนทางขนส่ง และอุตสาหกรรมจะกระทบกับพื้นที่อย่างไรบ้าง

         ขณะนี้ในริมแม่น้ำโขงท่าอุเทนมีการตั้งคลังสินค้าชั่วคราวและมีจุดผ่อนปรนท่าเรือ ซึ่งกระทบต่อการใช้พื้นที่ริมฝั่งโขง ทำให้เกิดประเด็นคำถามสำคัญว่า จะแบ่งการใช้ที่ดินริมฝั่งโขงได้อย่างไร เมื่อเกษตรกรรมริมฝั่งโขงคือวิถีชีวิตของชาวบ้านและเป็นแหล่งผลิตอาหารสำคัญของคนเมืองอุเทน และพื้นที่ใกล้เคียง เช่น มุกดาหาร หากไม่มีการทำเกษตรกรรมก็ต้อง ก็จำเป็นต้องรับผักจากเมืองหินบูน สปป.ลาว มาแทนที่ การเผชิญความท้าทายนโยบายของรัฐและต้นทุนทางพื้นที่อาจจะไม่ใช่การพัฒนาไปทางเดียวกัน เมื่อนโยบายพัฒนาอีกแบบ แต่พืนที่มีศักยภาพอีกแบบ ฉะนั้น ควรผ่านการมีส่วนร่วม การต่อรองจากทุกฝ่าย และข้อเสนอทางหนึ่งคือ ควรมีการอนุรักษ์พื้นที่เกษตรกรรมริมฝั่งโขงด้วย (อาจจะบางส่วน) เพื่อกลุ่มเกษตรกรที่ยังมีรายได้น้อยและต้องการสิทธิ์ในการใช้ที่ดิน การอนุรักษ์วิถีชีวิต ซึ่งมีผลต่อแหล่งอาหารและต่อยอดไปสู่การท่องเที่ยวได้ แต่ความเป็นไปได้ในข้อเสนอขึ้นอยู่กับอำนาจและการต่อรองทุกกลุ่ม

     หลาดชุมทางทุ่งสง ตลาดวัฒนธรรม พัฒนาสินค้าและผู้ประกอบการทุ่งสง
วันที่ 1 กรกฏาคม พ.ศ. 2561 ณ หลาดชุมทางทุ่งสง อำเภอทุ่งสง นครศรีธรรมราช

         ทุกวันอาทิตย์ ณ บริเวณถนนชัยชุมพล ตั้งแต่สี่แยกชนปรีดาถึงหอนาฬิกาทุ่งสง เวลา 15.00 เป็นต้นไป จะมีการเปิดจำหน่ายสินค้าหัตถกรรม อาหารพื้นถิ่นและเครื่องดื่ม การแสดงพื้นบ้านและการแสดงร่วมสมัย ที่นี่จะมีความพิเศษ คือ มีแนวคิดเป็นตลาดสินค้าปลอดภัย อนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นสินค้าที่ผลิตจากวัสดุธรรมชาติช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม มีพื้นที่เผยแพร่วัฒนธรรมท้องถิ่น ทั้งการแสดง งานฝีมือ ด้วยฝีมือคนในท้องถิ่นด้วย

         ตลาดวัฒนธรรมแห่งนี้ ดำเนินการโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย หรือ สกว.ได้มอบหมายให้มหาวิทยาลัยศิลปากรดำเนินโครงการวิจัยและพัฒนาพื้นที่ทางวัฒนธรรมเพื่อสร้างเศรษฐกิจชุมชนผ่านกลไกความร่วมมือทั้งภาครัฐ คือ เทศบาลเมืองทุ่งสง การรถไฟ ภาคประชาสังคม ศิลปินหรือชุมชนและสถาบันการศึกษา เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการโดยกระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างภาคประชาสังคม เครือข่ายศิลปินหรือชุมชน และสถาบันอุดมศึกษาที่อยู่ในพื้นที่ เพื่อพัฒนาพื้นที่ให้เกิดการเปิดหรือสร้างพื้นที่ทางวัฒนธรรมสำหรับผู้ประกอบการทางวัฒนธรรมและวิสาหกิจทางวัฒนธรรมในชุมชนให้มีสถานที่จัดกิจกรรมต่างๆ ส่งผลไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน เพื่อสร้างรายได้และมูลค่าเพิ่ม กระตุ้นเศรษฐกิจการค้าของเมืองทุ่งสงให้เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยว และประชาชนทั่วไปทั้งนี้คาดว่าชุมทางทุ่งสงจะเป็นตลาดการซื้อขายสินค้าทางวัฒนธรรมและที่พบปะสังสรรค์เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความรู้ สามารถพัฒนาเป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่นส่งผลไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนได้อย่างยั่งยืน

    พลิกถุงพลิกโลก เทศบาลเมืองทุ่งสง
วันที่ 2 กรกฏาคม พ.ศ. 2561 ณ เทศบาลเมืองทุ่งสง อำเภอทุ่งสง นครศรีธรรมราช

         ขยะคือภารกิจที่เทศบาลเมืองทุ่งสงให้ความสำคัญและปฏิบัติตามทุกตัวชี้วัดมาตลอด จนเทศบาลได้รางวัลชนะเลิศด้านสิ่งแวดล้อมระดับประเทศหลายครั้งหลายหน แต่ขยะในเมืองทุ่งสงก็ไม่ลดลง กลับเพิ่มขึ้นทุกวันด้วยซ้ำ โครงการที่มีอยู่ก็ไม่ช่วยลดขยะอย่างแท้จริง เช่น ธนาคารขยะ ก็เป็นการเอาขยะที่บ้านมาไว้ที่โรงเรียน เกิดการเกี่ยงกันทะเลาะกัน ไม่มีใครมาเก็บขยะ ด้วยจำนวนเด็กที่มีมากกว่าพันคน ทำให้ขยะมีเป็น 10 ถังที่เต็มไปด้วยถุงนม ส่งกลิ่นเน่าเหม็น มีหนู แมลงสาบ ภูมิทัศน์ไม่น่าดู อีกทั้งเมื่อก่อนรณรงค์ให้ชาวบ้านแยกขยะ เศษอาหาร พลาสติก เหล็ก แต่ทางเทศบาลก็ตอบไม่ได้ว่าจะนำขยะเหล่านั้นไปทำอะไรต่อ สุดท้ายก็เทศบาลก็เอาขยะเหล่านั้นมากองรวมกันอยู่ดี สิ่งเหล่านี้นับเป็นความล้มเหลวงของการบริหารจัดการและแก้ปัญหาไม่ถูกจุด

        ด้วยเหตุนี้ เทศบาลจึงกลับมาทบทวนตัวเองอีกครั้งว่าเกิดอะไรขึ้น พยายามเปลี่ยนวิธีใหม่ เดิมจากที่เคยของบประมาณมาตลอด ก็หันมาลองเริ่มที่ตัวเทศบาลเอง ยกตัวอย่างเช่น โครงการ “พลิกถุงพลิกโลก” โดยมี ดร.ไพบูลย์ โพธิ์สุวรรณ ซึ่งเคยทำเรื่องชุมชนไร้ถังมาเป็นที่ปรึกษา ทำให้เกิดการปรึกษาแลกเปลี่ยนหาสาเหตุกัน จนเทศบาลตัดสินใจว่าจะเลือกใช้แนวคิดวิธีการของ ดร.ไพบูลย์ มาแก้ปัญหาเรื่องขยะ ในระยะเวลา 8 เดือน เทศบาลสามารถลดปริมาณขยะไปได้มากกว่าร้อยละ 50 จาก 50 ตันต่อวันเหลือเพียง 25 ตันต่อวัน อีกทั้งจากเดิมเทศบาลต้องเสียค่าฝังกลบขยะ 50 ตันต่อวันเป็นมูลค่ากว่า 4.8 ล้านบาทต่อปี แต่ปัจจุบันเสียแค่ 1.2 ล้านบาทต่อปีเท่านั้น ทำให้เทศบาลเกิดแรงจูงใจในการทำต่อ เพราะเห็นว่ามันได้ผล ไม่ได้เป็นแค่โครงการอีเวนต์สวยหรู

    ชุมทางทุ่งสง เมืองศูนย์กระจายสินค้าระดับภูมิภาค
วันที่ 2 กรกฏาคม พ.ศ. 2561 ณ เทศบาลเมืองทุ่งสง อำเภอทุ่งสง นครศรีธรรมราช

         การพัฒนาการขนส่ง (Logistic) และเศรษฐกิจของเมือง ที่ผ่านมาทุ่งสงได้เปิดศูนย์กระจายสินค้าภาคใต้-ทุ่งสง โดยใช้ระบบรางจากพื้นฐานของการเป็นชุมทางรถไฟแล้ว โครงการนี้น่าสนใจที่ ท้องถิ่นมีบทบาทนำและสร้างการมีส่วนร่วมหลายฝ่ายผลักดันเรื่องการขนส่ง ศูนย์แห่งนี้ได้ดำเนินการโดยเทศบาลทุ่งสง ที่สัมปทานการบริหารให้บริษัทศรีตรัง ในการเช่าและบริหารงาน ซึ่งมีผลตอบแทนในเรื่องของรายได้แก่เทศบาล

         สำหรับโครงการศูนย์กระจายสินค้าภาคใต้-ทุ่งสง มีพื้นที่ 85.43 ไร่ บนที่ดินเช่าจากการรถไฟแห่งประเทศไทย อยู่ในเขตพื้นที่ตำบลชะมายและตำบลปากแพรก อ.ทุ่งสง เริ่มดำเนินการเมื่อปี 2552 ขณะนี้เสร็จเฟสที่ 1 แล้ว รับขนส่งสินค้ายางพารา และไม้ยางพารา วันละ 1 เที่ยว เพื่อส่งสินค้าไปยังท่าเรือกันตังใช้เวลาเพียงแค่ 1 - 2 ชม.เท่านั้น ข้อดีของการใช้ระบบรางในการขนส่งสินค้า จะช่วยลดต้นทุนการขนส่งสินค้าภายในประเทศและส่งออก ลดการใช้พลังงาน ลดโลกร้อนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจการเกษตร ของกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย

    เวที โมเดลการดูแลสุขภาพในเขตพื้นที่กึ่งเมืองกึ่งชนบท กรณีศึกษา ชุมชนไวท์เฮาส์ คลองหลวง ปทุมธานี
วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2561 ณ เวทีประชาคม ชุมชนไวท์เฮาส์ คลองหลวง ปทุมธานี

         ศูนย์ศึกษามหานครและเมือง วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรัฐกิจ ได้ร่วมจัดเวทีถอดบทเรียน เรื่อง โมเดลการดูแลสุขภาพในเขตพื้นที่กึ่งเมืองกึ่งชนบท กรณีศึกษา ชุมชนไวท์เฮาส์ คลองหลวง ปทุมธานี ร่วมกับเทศบาลเมืองคลองหลวง และชุมชนไวท์เฮาส์ เวทีดังกล่าวได้รับเกียรติจากประธานชุมชนไวท์เฮาท์ และประธานอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน" (อสม) 12 ซอย รวมผู้เข้าร่วมประชุมประมาณ 20 คน

         ตัวแทนประธานชุมชนล่าให้ฟังว่า ชุมชนไวท์เฮาท์ เกิดในช่วงที่มีการลงทุนอุตสาหกรรมในพื้นที่คลองหลวง หลังมีนโยบายขยายอุตสาหกรรมในพื้นที่ใกล้กรุงเทพ หลังปี 2510 ชุมชนเกิดจากบ้านจัดสรร ที่มีคนหลากหลายถิ่นย้ายเข้ามา เพื่อเป็นแรงงานในอุตสาหกรรม และพักอาศัยใกล้กรุงเทพ ช่วงแรกชุมชนลำบากมาก โครงสร้างพื้นฐานไม่เพียงพอในชุมชน แต่การรวมกลุ่มและการต่อสู้ของคนในชุมชน ทำให้ได้มาซึ่งโครงสร้างพื้นฐานหลายอย่างเช่น ถนน บ่อบำบัดน้ำเสีย และทำให้คนในชุมชนสนิทสนมกัน รู้จักกัน ไว้ใจกัน ซึ่งเป็นทุนสำคัญที่ทำให้ชุมชนทำงานร่วมกันได้ดี ในด้านสุขภาพ อสม.ดูแล 12 ซอยอย่างทั่วถึง ทั้งดูแลผู้ป่วยติดเตียง และมีการรวมกลุ่มผู้สูงอายุเพื่อทำกิจกรรมทุกเดือน มีการสอนอาชีพ โดยมีเครือข่ายสุขภาพ คือ มหาวิทยาลัย เทศบาล รพ.สต. ชุมชนไวท์เฮาท์ เป็นชุมชนเข้มแข็งที่ยังคงความเป็นชุมชนที่สนิทชิดเชื้อ ท่ามกลางความเป็นเมืองที่ขยายตัวเข้ามาในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

     เวทีสาธารณะ เรื่อง "อาคารและชีวิตระหว่างอาคาร : จากขอบเขตเมืองเก่าทับเที่ยงสู่ชุมชนทางวัฒนธรรมร่วมสมัย"
วันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561 ณ อาคารเอนกประสงค์เทศบาลนครตรัง จ.ตรัง

        ศูนย์ศึกษามหานครและเมือง วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรัฐกิจ ร่วมกับคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตตรัง จัดเวทีสาธารณะเมืองตรัง เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกับคนตรังเกี่ยวกับแนวคิดที่ีที่สาม พร้อมทั้งสำรวจความพึงพอใจต่อพื้นที่ที่สามในปัจจุบัน

        แนวคิด "ที่ที่สาม" เป็นการบอกว่า เริ่มแรกมนุษย์อยู่บ้านเป็นที่แรก ในขณะที่อีกพื้นที่หนึ่งคือโลกของการใช้ชีวิตประกอบสัมมาอาชีพ เล่าเรียนศึกษาหรือทำงาน แต่คนเราไม่ได้อยู่แค่ในพื้นที่สองแห่งนี้เท่านั้น เรามีเรื่องที่ต้องพูดคุย ต้องพบปะผู้คนที่มีความสนใจเหมือนกัน หรือออกมาผ่อนคลาย ที่ที่สามจึงเป็นพื้นที่จำเป็นที่ทุกเมืองต้องให้ความสำคัญ ฉะนั้น การสร้างและออกแบบพื้นที่ที่สามหรือพื้นที่สาธารณะ เพื่อให้เกิดชีวิตสาธารณะในเมือง จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐท้องถิ่นควรตระหนัก... อ่านต่อ

    ท่องเที่ยวเขตเมือง(city tour) ด้วยรถรางชมเมืองอุดรธานี
วันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2561 ณ เมืองอุดรธานี

         ศูนย์ศึกษามหานครและเมือง วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรัฐกิจ ได้เข้าร่วมกิจกรรมประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวเขตเมือง (city tour) รถรางชมเมือง จัดโดย มูลนิธิยุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนา (เสนีย์ จิตตเกษม) และศูนย์การค้าเซนทรัลพลาซ่าอุดรธานี กิจกรรมดังกล่าวมีผู้เข้าร่วมจำนวนมากทั้ง ผู้ประกอบการ กลุ่มชุมชนชาวต่างชาติ สื่อมวลชน และภาคประชาชน

         การนั่งรถรางชมเมืองอุดรธานีครั้งนี้ช่วยให้รู้จักเมืองอุดรธานีไในระยะเวลาสั้นๆ เพียง 1-2 ชั่วโมง โดยเฉพาะประวัติศาสตร์ของเมืองอุดรธานี ในฐานะพื้นที่ยุทธศาสตร์การเมืองความมั่งคงระหว่างประเทศ ที่สัมพันธ์กับชาวต่างชาติมาโดยตลอด ทั้งเป็นส่วนหนึ่งในขบวนการกู้ชาติเวียดนาม เป็นฐานทัพที่ตั้งให้กับทหารอเมริกา และมีชาวลาวและชาวจีนอาศัยในเมืองมาโดยตลอด โดยเส้นทางเดินรถ เริ่มจากจุดจอด ไปตาม ถนนวัตนานุวงค์ – วัดมัชฌิมาวาส – ซอยหมอลำ – ตลาดบ้านห้วย – ต้นโพธิประวัติศาสตร์ – หนองประจักษ์ – พระตำหนักหนองประจักษ์ – ตลาดโพธิศรีและVT แหนมเนือง วัดโพธิสมภรณ์ – พิพิธภัณฑ์เมือง – ศาลหลักเมือง – ถนนประจักษ์ศิลปาคม และสิ้นสุดเส้นทางที่จุดจอดศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา อุดรธานี การท่องเที่ยวโดยรถรางนี้เป็นโครงการใหม่ล่าสุดที่อุดรธานีได้พัฒนาขึ้น พาเมืองเข้าสู่การท่องเที่ยว โดยนักท่องเที่ยวสามารถขึ้นรถรางชมเมืองได้ที่เซ็นทรัลพล่าซ่า ราคาท่านละ 50 บาท ต่อเส้นทาง ซึ่งมีทั้งหมด 2 เส้นทาง คือ เส้นทางเรียนรู้ประวัติศาสตร์เมือง กับเส้นทางเรียนรู้วิถีชีวิตชาวเมืองอุดรธานี

    งานเสวนาสาธารณะ เรื่อง “ท้องถิ่นนิยม เมืองนิยม” เมืองอุดรธานี
วันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2561 ณ มหาวิทยา่ลัยราชภัฎอุดรธานี เมืองอุดรธานี

         ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ที่ปรึกษาศูนย์ศึกษามหานครและเมือง วิทยาลัยรัฐกิจ ม.รังสิต ได้รับเกียรติเป็นวิทยากรนำสนทนา ในงานเสวนาสาธารณะ เรื่อง “ท้องถิ่นนิยม เมืองนิยม” ที่จัดโดย กลุ่มภาคประชาสังคมอุดรธานี นำโดยกลุ่ม SE ESAN ที่ผ่านมา เต็มไปด้วยคนรักบ้านรักเมืองอุดรธานีหลากหลายกลุ่ม ทั้งจากภาครัฐท้องถิ่น ภาคประชาสังคม ผู้นำชุมชน นักวิชาการ นักศึกษา นักข่าวท้องถิ่น ร่วมกันเสนอต้นทุน “ของดี” มากมายที่มีในอุดรธานี ให้เป็นโอกาสทางเลือกใหม่ในกับการพัฒนาเมือง อดภูมิใจและอิจฉาแทนคนอุดรธานีที่มีคนเมืองรักและสนใจเมืองมาขนาดนี้ บรรยากาศจึงอบอวลไปด้วยความหวัง เต็มไปด้วยพลัง และโอกาสใหม่ๆ ของเมืองให้เกิดขึ้น

         คนเมืองอุดรฯ ต่างแลกเปลี่ยนถึงจุดเด่นและข้อดีของเมืองมากมาย ความโดดเด่นของอุดรธานี คือ การเป็นเมือง 3 ธรรม มีทั้งธรรมชาติ ธรรมมะ และวัฒนธรรม ถ้าเชื่อมทั้งหมด ทั้งสามธรรม ให้อุดรธานีเป็นความเข้มแข็งทางด้านการท่องเที่ยวเหล่านี้ ในภาคเกษตรกรรม อุดรธานีก็ยังคงมีจุดเด่นเหลืออยู่ คือ คนญี่ปุ่นสนใจมะม่วงที่หนองบัวซอมาก เกษตรกรทำรายได้มหาศาล และเศรษฐกิจที่คำชะโนดก็ดีมาก ต้นทุนพื้นที่ฐานอันมีค่าของเมืองเช่นนี้ อุดรธานีน่าจะต่อยอดและพัฒนาเมืองอย่างสร้างสรรค์ได้

    งานเสวนา "พลวัตเมืองภูมิภาคกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน"
วันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2561 ณ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

         ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ที่ปรึกษาศูนย์ศึกษามหานครและเมือง วิทยาลัยรัฐกิจ ม.รังสิต ได้รับเกียรติเป็นวิทยากรบรรยายพิศษ ในงานเสวนาสาธารณะ เรื่อง “พลวัตเมืองภูมิภาคกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน” ที่จัดโดย หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาพัฒนศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มีนักศึกษาปริญญาตรี โท เอก ของมหาวิทยาลัยขอนแก่น และภาคประชาสังคมของขอนแก่นเข้าร่วมกว่า 100 คน

         ศ.ดร.เอนก ชี้ประเด็นว่า เราควรปรับโลกทัศน์ใหม่ ประเทศไทยขณะนี้เป็นเมืองแล้ว ในสมัยอดีตเราคิดว่าเมืองนั้นต้องเป็นของต่างประเทศ ไทยแท้คือความเป็นชนบท เรารู้สึกว่าเมืองเป็นของชนชั้นปกครอง ทุนนิยม เมืองมีแต่ปัญหาร้อยปัญหา เรากลัวว่าชนบทจะมีคนเหลือน้อยทุกที และคำตอบมักจะอยู่ที่ ชนบทและหมู่บ้านอยู่นานทีเดียว แต่วันนี้อาจไม่ใช่แล้ว และที่สำคัญชี้ว่า อีสาน วันนี้กลายเป็น "อีสานใหม่" ปรากฏการณ์การเป็นเมืองเวลานี้เป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติการเป็นเมือง (Urban Revolution) ทำให้อีสานใหม่มีโอกาสการพัฒนาอีกมากมาย

    ระบบสุขภาพเมืองบางคูรัด
วันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2560 ณ หมู่บ้านพฤกษา3 ต.บางคูรัด อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี

         ศูนย์ศึกษามหานครและเมือง ลงพื้นที่สัมภาษณ์คุณนฤพนธ์ ชโยปถัมภ์ ประธานอาสาสมัครตำบลบางคูรัด เกี่ยวกับระบบและกลไกสุขภาพของเมืองบางคูรัด ที่ใช้ 'จิตอาสา' เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ เชื่อมประสานระหว่างชาวบ้าน โรงพยาบาล ไปจนถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทำให้ชุมชนที่มีมากกว่า 7,500 ครัวเรือนสามารถแก้ไขตั้งแต่ปัญหาเล็กๆ น้อยๆ อย่างงู ต่อ แตนเข้าบ้าน ปัญหาอุบัติเหตุ ไปจนถึงปัญหาการดูแลผู้ป่วยติดเตียงได้อย่างรวดเร็ว ไม่ก่อให้เกิดปัญหาที่ร้ายแรงเป็นอันตรายถึงชีวิตตามมา

        สิ่งสำคัญประการหนึ่งที่ชุมชนนี้มีก็คือ 'ศูนย์ให้บริการประชาชน' หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า 'เพิ่งสังกะสี' ที่เป็นเสมือนศูนย์รับเรื่องร้องเรียนร้องทุกข์ มีอาสาสมัครคอยให้ความช่วยเหลือ ติดตาม และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งเป็นจุดนัดพบชาวบ้านเพื่อประชุมเรื่องสำคัญๆ และยังทำหน้าที่เป็นศูนย์รับบริจาคอุปกรณ์ทางการแพทย์ เช่น ไม้ค้ำยัน วอล์กเกอร์ รถเข็นวีลแชร์ เพื่อเวียนใช้กันภายในชุมชนอีกด้วย ชุมชนนี้จึงเป็นต้นแบบระบบและกลไกสุขภาพในเขตเมืองที่ทางศูนย์ฯ จะศึกษาในรายละเอียดต่อไป

    เมืองแม่มอก การเตรียมพร้อมเข้าสู่เมืองผู้สูงอายุ
วันที่ 24-27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560 ณ ตำบลแม่มอก อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง

         ศูนย์ศึกษามหานครและเมือง ลงพื้นที่ศึกษาดูงานจุดเริ่มต้นการพัฒนาเมืองแม่มอก แม่มอกจัดเป็นพื้นที่แห่งหนึ่งที่งดงามไม่แพ้ที่ใดในภาคเหนือ เป็นเมืองท่ามกลางเขา มีอากาศดีและบริสุทธิ์เมืองหนึ่ง แม้กายภาพจะมีลักษณะของความเป็นชนบท แต่คนวัยกลางคน คนรุ่นใหม่ก็เริ่มมีการปรับตัวเข้าสู่วิถีชีวิตแบบเมืองแล้วเช่นกัน เช่น มีนายทุนในพื้นที่ มีการใช้ social media แต่ขณะเดียวกันยังมีลักษณะแบบชนบทอยู่มาก คือมีผู้สูงอายุ ที่สนใจมีความเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมพระพุทธศาสนาอยู่ตลอด จะมีความตื่นตัวในการเป็นผู้นำทำกิจกรรมต่างๆ เช่น การประกอบประเพณีสลากภัตในช่วงเข้าพรรษา ซึ่งกิจกรรมบุญทั้งหมดมักจะได้รับความร่วมมือในการเข้าร่วมอย่างดีจากคนทุกเพศทุกวัยเสมอจนกลายมาเป็นจุดแข็งด้านต้นทุนทางสังคมของชุมชน

        ขณะนี้แม่มอกอยู่ในช่วงของการรวมผู้สร้างบ้านแปงเมือง ซึ่งขณะนี้มีหลากหลายกลุ่มเช่น กลุ่มปัญญาชนระดับปริญญาเอก กลุ่มเทศบาล กลุ่มผู้สูงอายุ พระสงฆ์ และคนเมืองแม่มอกจำนวนหนึ่งร่วมกันคิดถึงอนาคตของแม่มอกว่าจะพัฒนาอย่างไร ซึ่งพวกเขาอยากให้แม่มอกกลายเป็นท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เพราะมีพื้นฐานการใช้สมุนไพรที่โดดเด่นอยู่แล้ว และรูปธรรมที่สุดคือกำลังขับเคลื่อนการส่งเสริมกิจกรรมเชิงสุขภาพ ด้วยการตอบสนองต่อสังคมผู้สูงอายุที่ชาวแม่มอกกำลังเผชิญหน้าอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งโครงการแรกที่จะริเริ่มขึ้นใน พ.ศ. 2561 คือการอบรมนักบริบาลผู้สูงอายุ โดยศูนย์เรียนรู้และพัฒนาสุขภาวะผู้สูงอายุแบบครบวงจรและบริบาลผู้ป่วยระยะสุดท้าย โรงพยาบาลรามาธิบดีจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการสร้างหลักสูตรอบรมนักบริบาลผู้สูงอายุหรือที่เรียกว่า “ผู้ดูแล” (Care Giver) ปีแรกจะมีนักบริบาลรุ่นแรกประมาณ 50 คน คนกลุ่มนี้จะวางแผนให้ช่วยผู้สูงอายุได้ทั้งระยะสั้น และระยะยาว ทั้งผู้สูงอายุที่อยู่ในแม่มอก และผู้สูงอายุที่จะเข้ามาเที่ยวพักผ่อนในเมือง แม้แม่มอกจะอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่ก็จุดเริ่มต้นที่เป็นเค้ารางของการพัฒนาทีดี กลุ่มคนที่รักเมือง สร้างสรรค์สิ่งดีเพื่อเมือง แม่มอกน่าจะเป็นเมืองที่น่าอยู่เมืองหนึ่งของไทย

    เมืองคลองหอยโข่ง การพัฒนาเมืองสนามบิน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา
วันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560 ณ ศูนย์ศึกษามหานครและเมือง อาคารพร้อมพันธ์ ลาดพร้าว กทม.

         ศูนย์ศึกษามหานครและเมืองจัดเวทีเมือง เรื่อง เมืองคลองหอยโข่ง การพัฒนาเมืองสนามบิน วิทยากรโดย อาจารย์ปาริชาติ อ่อนทิมวงค์ นักวิชาการอิสระ หัวหน้าโครงการพัฒนาเมืองคลองหอยโข่ง โดยการสนับสนุนของท่าอากาศยานหาดใหญ่ เมืองคลองหอยโข่งเป็นเมืองใกล้กับสนามบินหาดใหญ่ มีประชากรประมาณ 5000 คน วิถีชีวิตบางส่วนปรับเข้าสู่ความเป็นเมืองแล้ว บางส่วนยังดำรงวิถีแบบชนบท อาจกลาวได้ว่าเป็นพื้นที่กึ่งเมืองกึ่งชนบท ปัจจุบันเมืองคลองหอยโข่ง นำโดยภาคประชาสังคม ร่วมกับท่าอากาศยานหาดใหญ่ วางแผนและขับเคลื่อนเข้าสู่เมืองการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ในช่วงเฟสแรก การสำรวจข้อมูลเมืองนั้น พบว่า เมืองคลองหอยโข่งมีศักยภาพที่สามารถขับเคลื่อนไปสู่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมได้ เนื่องจากบ้านเรือนหลายหลังมีอายุ 80 ปีขึ้น บ้านไทยทรงโบราณผสมมลายู วัด โรงเรียนเก่า มีปราชญ์ชาวบ้าน และมีโรงแสดงหนังตะลุงเก่าแก่ที่ยังมีการใช้อยู่ นอกจากนี้ยังมีศักยภาพการท่องเที่ยวแบบอาสาสมัคร (Volunteer tourism) เข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิถีชีวิตและร่วมกิจกรรมกับชุมชน ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ในระยะต่อไปภาคประชาสังคมและหน่วยงานสนับสนุน จะขับเคลื่อนการสร้างกลไกในการจัดการท่องเที่ยวของเมืองต่อไป

    ผาปัง ต้นแบบการพัฒนาเมืองแบบพึ่งพาตนเอง
วันที่ 11-13 สิงหาคม พ.ศ. 2560 ณ ตำบลผาปัง อำเภอแม่พริก จังหวัดลำปาง

         ศูนย์ศึกษามหานครและเมืองได้ลงพื้นที่ชุมชนผาปัง จังหวัดลำปาง เพื่อถอดบทเรียนกระบวนการพัฒนาสู่การเป็นต้นแบบวิสาหกิจพลังงานชุมชนและต้นแบบการพึ่งตนเองด้วยหลักการมีส่วนร่วมของประชาชน และแนวคิดปัญญาปฏิบัติ (Learning by doing)

         จากจุดเริ่มต้นใน พ.ศ. 2547 นับเป็นเวลากว่าทศวรรษที่ผาปังได้ริเริ่มดำเนินการตามแผนพัฒนา 20 ปี จนสามารถสร้างปรากฏการณ์ “ท้องถิ่นที่นำการพัฒนาประเทศ” ให้เกิดขึ้น กิจกรรมตัวอย่างมีให้เห็นมากมาย เช่น การตั้งองค์กรชุมชนเพื่อบริหารจัดการพัฒนาอย่างเป็นระบบ การใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนด้วยการปลูกไผ่ทดแทนและการปลูกไผ่ในที่ดินเอกชน การลด ละ เลิก การใช้สารเคมีในการเกษตร การผลิตและใช้พลังงานชุมชนที่สะอาดซึ่งนอกจากช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมแล้วยังลดรายจ่ายลงได้ รวมไปถึงการใช้เทคโนโลยีชั้นสูงผลิตถ่านซึ่งอาจจะต่อยอดได้ถึงการผลิตเวชภัณฑ์ เป็นต้น ตลอดการพัฒนาก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในชุมชนมากมายจนทำให้ผาปังในทุกวันนี้กลายเป็นพื้นที่ที่มีคุณภาพเพิ่มขึ้นในทุกด้าน ทั้งเศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม

    การอบรมปฏิบัติการ เรื่อง การสร้าง Spirit ของเมืองสายบุรี
วันที่ 19-21 พฤษภาคม พ.ศ. 2560 ณ เมืองสายบุรี จังหวัดปัตตานี

         ศูนย์ศึกษามหานครและเมือง วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้จัดการอบรมปฏิบัติการ เรื่อง การสร้าง Spirit ของเมืองสายบุรี ภายใต้โครงการผู้สร้างบ้านแปงเมือง ร่วมกับ เครือข่ายการพัฒนาเมืองสายบุรี ที่สนับสนุนโดยกลุ่ม saiburi looker และมัสญิดตะลุบัน การอบรมครั้งนี้มีเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการพัฒนาเมืองและบทเรียนจากเมืองต่างประเทศ ที่กำลังเข้าสู่เมืองท่องเที่ยว ทั้งการจัดการและผลกระทบ และนำเสนอบทเรียนจากเมืองคีรีวง ที่เข้าสู่ความเป็นเมืองท่องทเี่ยวแบบไม่ทันตั้งรับ นอกจากนี้ยังเน้นการนำเสนอเส้นทางเดินเท้าเพื่อดึงมรดกทางวัฒนธรรมในย่านประวัติศาสตร์ที่มีความสำคัญของเมือง โดยองค์ประกอบที่สำคัญของแต่ละเส้นทาง ได้แก่ แผนที่แสดงเส้นทางที่ผ่านแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมของเมือง นำเสนออัตลักษณ์ วิถีชีวิตของเมือง จำแนกเป็น 5 ประเภทคือ เมืองสายน่าชม เมืองสายน่ากิน เมืองสายน่าซื้อ เมืองสายน่าทึ่ง เมืองสายน่ารื่นรมย์ ของเมือง เพื่อนำเสนอแหล่งวัฒนธรรมและความภาคภูมิใจของเมือง

         ผลการอบรม เมืองสายบุรีสามารถดึงจุดเด่นได้กว่า 35 จุด ที่สามารถนำเสนอคนให้คนในเมืองภูมิใจ และคนนอกควรมาเที่ยวชม อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

    แม่มอก จังหวัดลำปาง กับโอกาสการพัฒนา หลั่นล้าอีโคโนมี
วันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2560 ณ โรงแรมสามพรานริเวอร์ไซด์ จ.นครปฐม

         ศูนย์ศึกษามหานครและเมือง วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต จัดเวที เรื่อง แม่มอก จังหวัดลำปาง กับโอกาสการพัฒนา หลั่นล้าอีโคโนมี วิทยากรโดย คุณอุดม สุวรรณพิมพ์ รองปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลแม่ถอด อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง

         ศูนย์ศึกษามหานครและเมือง วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต จัดเวที เรื่อง แม่มอก จังหวัดลำปาง กับโอกาสการพัฒนา แม่มอก ถือเป็นแหล่งโอโซนที่สำคัญอันดับต้นของประเทศ มีป่าไม้อุดมสมบูรณ์ ทั้งยังมีวัฒนธรรมประเพณีที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว ปัจจุบันคนในพื้นที่จึงเริ่มมีการรวมกลุ่มพัฒนาแม่มอกผ่านการทำกิจกรรมจิตอาสาเพื่อเชื่อมโยงให้การทำดีต่อชุมชนเป็นการทำดีที่กินได้ โดยผลักดันตัวแบบหลั่นล้าอีโคโนมี กำลังพัฒนาแม่มอกสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจากต้นทุนด้านทรัพยากรและวัฒนธรรม สร้างอาชีพ และสร้างการเติบโตของเศรษฐกิจที่ชาวบ้านเป็นเจ้าของ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

    การจัดการความเสี่ยงน้ำท่วมกรุงเทพฯ
วันจันทร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560 ณ ห้องประชุม ชั้น 4 อาคารพร้อมพันธุ์ 1 ลาดพร้าว กทม.

         การจัดการน้ำและภัยพิบัติของประเทศต่างๆ ทั่วโลก แม้จะยังให้ความสำคัญกับการจัดการโครงสร้างอย่างการสร้างเขื่อนเพื่อกักเก็บและป้องกันน้ำควบคู่ไปกับการแก้ปัญหาเชิงรับหลังเกิดเหตุเป็นส่วนมาก แต่ปัจจุบัน ประสบการณ์ด้านภัยพิบัติที่สะสมมายาวนานได้สะท้อนสัญญาณของการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงของแนวคิดของทุกประเทศให้หันมาคำนึงถึงการจัดการอย่างรอบด้าน ตั้งแต่การเตรียมความพร้อม การจัดการระหว่างเกิดภัย ตลอดจนการฟื้นฟูหลังภัยสิ้นสุด และการสร้างระบบเตือนภัยที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยเน้นการจัดการในภาพรวมที่มีคุณสมบัติยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลง และเกิดจากการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

    แผนที่วัฒนธรรมกับเมืองสายบุรี
วันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560 ณ คฤหาสน์พิพิธภักดี เมืองสายบุรี จังหวัดปัตตานี

         ทีมงานศูนย์ศึกษามหานครและเมือง และทีมงาน Saiburi looker ประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อเตรียมโครงการทำแผนที่วัฒนธรรมเมืองสายบุรี ซึ่ง แผนที่ดังกล่าวต้องเป็นผลจากการที่ชาวเมืองเข้าไปมีส่วนร่วมในการเก็บข้อมูลทางวัฒนธรรม ผู้คนจึงเกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมรดกทางวัฒนธรรมของตน อีกทั้งยังส่งเสริมความตระหนักถึงความหลากหลายของวัฒนธรรมที่มีอยู่ในเมือง ซึ่งความตระหนักดังกล่าวจะนำไปสู่การสร้างแรงบันดาลใจและคุณค่าร่วม (Core Value) ในการปกป้องรักษาจารีต ประเพณี วัฒนธรรม และทรัพยากรของเมือง ทางทีมงานและเมืองสายบุรี คาดหวังว่าแผนที่จะเป็นเครื่องมือที่ดีในการสร้างความเข้าใจเรื่องวัฒนธรรมได้ โดยประชุมกำหนดเส้นทาง กลุ่มเป้าหมาย ที่จะเข้าร่วมโครงการ เพื่อดำเนินการต่อไป

อุดมการณ์ในการขับเคลื่อนความเป็นเมืองแห่งอนาคต
    คีรีวง ความเป็นเมืองที่ก้าวกระโดด
วันที่ 30 พฤศจิกายน 2559 ณ อาคารพร้อมพันธ์ 1 ลาดพร้าว กทม.

         ผู้ที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ เมืองคีรีวง คงเป็นหนึ่งเมืองที่กำลังเป็นเป้าหมายของหลายคน เนื่องจากภูมิศาสตร์ของคีรีวงอยู่ระหว่างภูเขา เป็นแหล่งต้นน้ำ ทำให้มีทัศนียภาพที่สวยงาม เป็นเมืองทีกระแสการท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้าสู่เมืองจำนวนมาก ณ วันนี้ เมืองคีรีวงเปลี่ยนไปอย่างไร คุณธวัช ลำภูศรี ตัวแทนเมืองคีรีวง ได้ให้ข้อมูลกับทางศูนย์ ฯ ว่า ขณะนี้ เมืองคีรีวง ตั้งแต่ปี 2015 เป็นต้นมา คีรีวงได้เปลี่ยนจากการท่องเที่ยวแบบชุมชน กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวเต็มรูปแบบ รีสอร์ทและที่พักแบบโฮมสเตย์ เกิดขึ้นนับไม่ถ้วน ผู้คนจากทั่วสารทิศหลั่งไหลเข้าไปในเมือง ช่วงวัดหยุดนับจากจำนวนรถประมาณ 7000 - 8000 คันต่อวัน การท่องเที่ยวช่วยให้คนในเมืองหลายคนมีรายได้เพิ่มสูงขึ้น แต่เมืองคีรีวงกำลังเผชิญปัญหาไม่น้อยเช่นกัน ปัญหาใหญ่ของคีรีวงวันนี้ มากับการท่องเที่ยวและคลื่นมนุษย์ขนาดใหญ่ ไม่่ว่าจะเป็น ปัญหาขยะ ที่ผลิตมากถึงวันละ 8 ตันต่อวัน ปัญหาการรุกล้ำพื้นที่สาธารณะ ปัญหาจราจรที่หนาแน่นกว่าเดิมถึง 2 เท่า สิ่งเหล่านี้กำลังกระทบวิถีชีวิตของชุมชน ซึ่ง ณ ขณะนี้ยังไม่มีแผนในการจัดการที่ดี จึงน่าจะเป็นห่วงเรื่องความเสื่อมโทรมของพื้นที่ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

    ทางออกแก้ไขเศรษฐกิจเมืองด้านการเกษตร
วันที่ 14 กรกฎาคม 2559 ณ ห้องประชุมเทศบาลนครยะลา

         จากราคาพืชผลตลาดโลกตกต่ำ ส่งผลให้ราคาผลผลิตเกษตรของยะลาต่ำลง เช่น ยางพารา ลองกอง เป็นต้น คุณสุพจน์ กรประสิทธิ์วัฒน์ (ก้อง วัลเลย์)ในฐานะผู้นำวิสาหกิจชุมชนกาแฟระนอง เกษตรกรยุคใหม่ ได้ให้แง่คิดที่น่าสนใจ ในการหาทางออกด้านการเกษตรของเมือง คุณสุจน์ แนะว่า เมื่อพูดถึงการเกษตรแล้ว อาชีพเกษตรกรกว้างมาก เกษตรกรนั้นรวมถึงทุกกระบวนการขั้นตอน ตั้งแต่กระบวนการเตรียมการ การเพาะปลูก เก็บเกี่ยว การดูแลรักษา กระบวนการแปรรูป และการตลาด คนไทยเราไม่เคยคิดเรื่องแปรรูป ไม่มีโอกาสคิด ผมเลยคิดเรื่อง ตลาดของพวกเรา (Our market) ที่สามารถตั้งราคาขายเอง เราสามารถประยุกต์ใช้กับหลายๆอย่าง ไม่ขัดกับโลกความเป็นจริง เรามีของทุกอย่างเพื่อขาย ทำไมเราถึงขายไม่ได้ เป็นเพราะการขนส่ง คนกลาง หรืออะไรหลายๆอย่าง การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เข้ามาช่วยจะเป็นผลดีต่อเกษตรกร ที่เข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง มีการส่งทางไปรษณีย์ เราต้องดูจุดร่วมก่อนว่าทำไมเราถึงขาดดุล เราต้องอุดทีจะประเด็นไป อีกอย่างไม่ต้องเกษตรกรรุ่นใหม่ เพราะแต่ละคนถนัดไม่เหมือนกัน เราทำเป็นโมเดลให้ดูว่า เราทำสิบไร่ได้เท่าไหร่ สร้างตัวอย่างให้เขาเห็นภาพ แล้วมีการปลูกผังเด็กรุ่นใหม่ ทุกคนถนัดไม่เหมือนกัน เกษตรกรรุ่นใหม่ก็ไม่จำเป็นต้องขุดดินเหมือนพ่อแม่อีกต่อไป

    Inclusive business กับการสร้างเศรษฐกิจเมือง
วันที่ 20 เมษายน 2559 ณ อาคารพร้อมพันธ์ ลาดพร้าว กทม.

         แผนงาน นพม. จัดเวที Panel of urban expert เรื่อง Inclusive business กับการสร้างเสริมเศรษฐกิจเมือง โดย คุณศานนท์ หวังสร้างบุญ วิศวกรและเจ้าของ once again hostel โฮสเทลเพื่อชุมชน ได้บรรยายเกี่ยวกับ แนวคิดของ Inclusive business ซึ่งเป็นแนวคิดที่ว่าด้วยการทำธุรกิจที่ทำให้ชุมชนรอบข้างได้ประโยชน์ไปพร้อมๆ กัน โดยแนวคิดนี้ คุณศานนท์ุมชน ไม่ใช่เพียงแค่รายย่อยเท่านั้น
 

    เศรษฐกิจสังคมและความเป็นเมืองศรีราชาของปัจจุบันและอนาคต
วันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2559 ณ โรงแรม เคปราชา

         ศูนย์ศึกษามหานครและเมือง วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัย นำโดย ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อธิการวิทยาลัยรัฐกิจ ประชุมร่วมกับ ตัวแทนเทศบาลนครสุรศักดิ์ และตัวแทนภาครัฐ ภาคเอกชน ในเมืองศรีราชา ในหัวข้อ เศรษฐกิจสังคมและความเป็นเมืองศรีราชาของปัจจุบันและอนาคต ศรีราชา ไทย ศรีราชาเปลี่ยนเมืองการเกษตรกรรม ที่เคยปลูกสับปะรด ค้าไม้ กลายเป็นเมืองอุตสาหกรรมอย่างเต็มรูปแบบ ที่มีทั้งโรงงานอุตสาหกรรม ท่าเรือขนส่งสินค้า นิคมอุตสหกรรม อาจเรียกได้ว่า ศรีราชาเป็นเมืองเกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งใหญ่ กลายเป็นแหล่งอุตสาหกรรมหนักและมีท่าเรือขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ อีกทั้งปัจจุบันมีประชากรญี่ปุ่นอาศัยอยู่ในศรีราชา 8,000 คน คิดเป็น 60% ของประชากรเมืองศรีราชา จนได้รับฉายาว่า Little Osaka นับได้ว่า ศรีราชาเป็นเมืองใหม่ที่น่าจับตามอง ในแง่ของความเป็นเมืองที่ขยายเพิ่มขึ้น และการลงทุนจากต่างชาติจำนวนมาก ส่วนหนึ่งที่เป็นเช่นนี้ เนื่องจากภูมิศาสตร์ที่ดีของเมือง เชื่อมทะเล และกำลังจะมีโครงการรถไฟ ทวาย ตัดผ่านศรีราชาด้วย

         การปฏิวัติอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในศรีราชาเช่นนี้ ย่อมทำให้เกิดปัญหาในศรีราชาหลายเรื่อง โดยเฉพาะปัญหาแรงงานต่างชาติ ปัญหาสิ่งแวดล้อม ซึ่งปัญหาที่เกิด สาเหตุหนึ่งมาจากการบริหารราชการที่เป็นแบบรวมศูนย์ ทำให้ส่วนท้องถิ่นทำงานไม่ได้ อำนาจหน้าที่มีจำกัด

    เมืองยะลา กับทางออกแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเมือง
วันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ณ เทศบาลนครยะลา จังหวัดยะลา

         แผนงาน นพม. นำทีมโดย ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อธิการวิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต และวิทยาลัยนวัตกรรมเกษตร เทคโนโลยีชีวภาพ และอาหาร จัดประชุมแลกเปลี่ยนการพัฒนาเมืองยะลา ร่วมกับ เทศบาลนครยะลา นำทีมโดย คุณพงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ นายกเทศมนตรีเทศบาลนครยะลา พร้อมด้วยภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อระดมสมอง และความร่วมมือ คิด และแก้ไขปัญหาด้านผลผลิตราคาตกต่ำในพื้นที่ เพื่อแปรรูปหรือใช้นวัตกรรมใหม่เพื่อให้มีผลผลิตที่มากขึ้น แก้ปัญหาเศรษฐกิจเมืองในขณะนี้

         โดยท่านนายกและทีม ให้ข้อมูลว่า ขณะนี้เมืองยะลากำลังเผชิญข้อท้าทายที่มากกว่าภัยความมั่นคง เพราะเศรษฐกิจหลักของยะลาอยู่ที่เกษตรกรรม คือ ผลไม้ต่างๆ เช่น ลองกอง ยางพารา แต่ขณะนี้ราคายางตลาดโลกตกต่ำมาก และประกอบกับรูปแบบการคมนาคมได้เปลี่ยนแปลง จากจุดแข็งของยะลาที่มีรถไฟเข้ามาถึงกลางเมือง ในวันนี้ผู้คนหันเดินทางด้วยรถยนต์ และเครื่องบิน ทำให้เมืองซบเซาลงกว่าแต่เดิมมาก อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

    แลกเปลี่ยนการพัฒนาเมืองระนอง กับ องค์การบริหารส่วนจังหวัดระนอง (อบจ.)
วันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ณ องค์การบริหารส่วนจังหวัดระนอง

         แผนงาน นพม. นำทีมโดย ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อธิการวิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต เข้าร่วมแลกเปลี่ยนการพัฒนาเมืองระนอง ร่วมกับ องค์การบริหารส่วนจังหวัดระนอง (อบจ.) นำทีมโดย คุณคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดระนอง และทีมผู้บริหาร โดยท่านนายกและทีม ให้ข้อมูลว่า อบจ. มีแผนพัฒนาระนอง ให้เป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เพราะมีแหล่งน้ำแร่ที่ดี และมีทรัพยากรธรรมชาติที่สวยงาม เป็นเมืองชีวมณฑลโลก มีเกาะพยามที่สวยงาม นอกจากนี้ ทางอบจ. ยังต้องการพัฒนาเมืองระนองให้เป็นการค้าชายแดนอันดามัน เพราะภูมิศาสตร์ ระนอง เป็นเมืองที่ติดกับ ชายแดน พม่า จึงมีการค้าชายแดนกันมานานแล้ว แต่ในขณะนี้ เมืองระนอง กำลังเผชิญปัญหาขยะ เพราะกำลังเข้าสู่การเป็นเมืองท่องเที่ยว และนอกจากนี้ปัญหาเรื่องแรงงานพม่า ที่ลักลอบเข้ามา ก็ยังคงไม่สามารถแก้ไขได้

    แนวทางการดำเนินงานพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติบ้านสวนกง
วันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ณ ห้องประชุมชั้น 6 คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

         แผนงาน นพม. ร่วมกับศูนย์เรียนรู้วิถีธรรมชาติเพื่อชุมชน และสมาคมรักษ์ทะเลจะนะ จัดประชุมเวทีระดมสมอง เรื่อง พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติบ้านสวนกง โดยมีคุณกิตติภพ สุทธิสว่าง และคุณวรรณิศา จันทร์หอม เป็นผู้ประสานงานและติดตามโครงการ นอกจากนี้ยังมีการแลกเปลี่ยนร่วมกับนักวิชาการ ภาคประชาสังคม และชาวบ้าน เพื่อผลักดันและวางแผนการดำเนินงานพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติบ้านสวนกงในระยะต่อไป

    พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติบ้านสวนกง: มรดกทางธรรมชาติของเมือง
วันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2559 ณ ห้องประชุมชั้น 6 คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

         แผนงาน นพม. ร่วมกับศูนย์เรียนรู้วิถีธรรมชาติเพื่อชุมชน และสมาคมรักษ์ทะเลจะนะ จัดประชุมเวทีวิชาการ เรื่อง พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติบ้านสวนกง: มรดกทางธรรมชาติของเมือง โดยมี รศ.ดร.สมบูรณ์ พรพิเนตพงศ์ อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เป็นผู้บรรยายเรื่องระบบนิเวศชายฝั่ง เพื่อให้เห็นภาพรวมและความสำคัญของการอนุรักษ์ชายหาด และคุณศุทธิดา วงศ์เทียมชัย ภูมิสถาปนิก เป็นผู้ออกแบบและนำเสนอโครงการพิพิธภัณฑ์ทางธรรมชาติบ้านสวนกง นอกจากนี้ยังมีการแลกเปลี่ยนร่วมกับนักวิชาการ ภาคประชาสังคม และชาวบ้าน เพื่อให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อการดำเนินงานการพัฒนาบ้านสวนกงในระยะต่อไป

    เมืองท่องเที่ยว.. กับรากเหง้าเมือง... จะอยู่ด้วยกันอย่างไร ?
วันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2559 ณ โรงแรมบุรีศรีภู อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

         แผนงาน นพม. จัดประชุมเวทีวิชาการ เรื่อง เครื่องมือการพัฒนาเมืองสุขภาวะ ได้แลกเปลี่ยนร่วมกับนักวิชาการ ภาคประชาสังคม ในแง่คิดของการมุ่งเข้าสู่เมืองท่องเที่ยว ว่าช่วยรักษาวัฒนธรรมหรือกระทบต่ออัตลักษณ์ของคนในเมืองกันแน่ โดยนักวิชาการได้ร่วมให้แสดงความเห็นมิติที่น่าสนใจ เช่น เมืองเที่ยวต้องไม่ลืมว่า จุดมุ่งหมายคือทำเมืองเที่ยวเพื่อใคร คนในเมืองมีความสุขด้วยหรือไม่ รวมไปถึงการทำเมืองเที่ยวโดยเลียนแบบเมืองอื่น โดยควรนำเสนอรากเหง้าและตัวตนของเมือง เพื่อสร้างความแตกต่างมากกว่า ...อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

    พูดคุยกับ ภาคีคนรักเมืองสงขลาสมาคม (songkla heritage trust)
วันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2559 ณ โรงสีแดง หับ โห้ หิ้น อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา

         แผนงาน นพม. เดินทางลงใต้อีกครั้ง เพื่อศึกษาดูงาน เมืองสงขลา เมืองเก่า ที่มีเป้าหมายผลักดันเมืองเข้าสู่เมืองมรดกโลก ด้วยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม โดยภาคประชาสังคมนำทีมโดยภาคีคนรักเมืองสงขลา ครั้งนี้แผนงาน นพม. ได้รับเกียรติจากคุณรังสี รัตนปราการ และอ.สืบสกุล แกนนำหลักของกลุ่มภาคีฯ ได้ร่วมพูดคุยอธิบายเรื่องราวประวัติศาสตร์เมืองสงขลา กระบวนการขับเคลื่อนเข้าสู่เมืองมรดกโลก พร้อมแนะโอกาสและอุปสรรคของการทำงาน

         ปัจจัยขับเคลื่อนการทำงาน คุณรังสีเล่าว่า สงขลาต้องตั้งเป้าหมายให้ไกล อย่างการเป็นเมืองมรดกโลก เพื่อใหประชาชนเห็นเป้าหมายการทำงานอย่างเป็นรูปธรรม และการเตรียมความพร้อมคนในเรื่องของอารมณ์ ต้องจัดกิจกรรม หรือโครงการให้คนได้เข้าใจถึงคุณค่าประวัติศาสตร์ นอกจากนี้ต้องสร้างการมีส่วนร่วมทุกภาคส่วน สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้สงขลาในวันนี้สามารถจัดโครงการใหญ่ๆ ก่อกระแสอนุรักษ์เมือง และทำให้คนหันมาสนใจเมืองมากขึ้นอย่างมาก

    ประชุมกลุ่มเป้าหมายกับภาคประชาสังคมเมืองกระบี่ เพื่อพัฒนางานวิจัยฉบับสมบูรณ์
วันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2559 ณ ห้องประชุมมรกต องค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่

         แผนงาน นพม. ได้เข้าร่วมประชุมกลุ่มเป้าหมายกับนักวิจัยและผู้ช่วยวิจัย โครงการพัฒนาเมืองชายฝั่งเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน กรณีศึกษาจังหวัดกระบี่ รวมทั้งภาคประชาสังคมเมืองกระบี่ อันประกอบด้วย สภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว จ.กระบี่ สมาคมคนรักเลกระบี่ และกลุ่ม Save Krabi โดยนักวิจัยจะนำข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่ได้จากที่ประชุมไปปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อพัฒนาเป็นรายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์และเผยแพร่สู่สาธารณชนต่อไป

    ภาคประชาสังคมกับนวัตกรรมการพัฒนาเมือง
วันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2559 ณ โรงแรมอิมพิเรียล แม่ปิง เชียงใหม่

         แผนงาน FURD จัดประชุม "ภาคประชาสังคมกับนวัตกรรมการพัฒนาเมือง" โดยได้รับเกียรติจาก ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นประธานในการประชุม วัตถุประสงค์ในการประชุมครั้งนี้ คือ การนำเสนอภาพรวมของการทำงานพัฒนาเมืองของภาคประชาสังคมในภาคเหนือ สรุปโดย คุณสามารถ สุวรรณรัตน์ นักวิชาการอิสระ ทั้งนี้มีกลุมภาคประชาสังคมเข้าร่วมหลากหลายจังหวัด ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มจากเมืองแพร่ กลุ่มทางแม่ฮ่องสอน กลุ่มวัฒนธรรมจากลำพูน กลุ่มจากลำปาง และที่สำคัญเมืองแห่งภาคประชาสังคม อย่างเชียงใหม่ ที่เข้้าร่วมอย่างหลากหลายกลุ่ม เช่น กลุ่มเขียว สวย หอม กลุ่มมือเย็น เมืองเย็น เครือข่ายคนรักเมืองเชียงใหม่ ซึ่งแต่ละท่านมีประสบการณ์การทำงานขับเคลื่อนพัฒนาเมืองมากมาย ที่สำคัญการประชุมครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่า ในสภาวะที่เรียกร้องการกระจายอำนาจไปสู่ภาคประชาชน แม้จะยังไม่มีความคืบหน้าในเชิงกฏหมาย แต่ประชาสังคม โดยเฉพาะภาคเหนือ ก็ได้ดำเนินการขับเคลื่อนด้วยตนเอง และพยายามหาช่องหรือกลไลจากรัฐท้องถิ่น หรือหน่วยงานอิสระ ให้เข้ามาสนับสนุน ซึ่งเห็นได้ว่า ภาคประชาชนไม่ได้อ่อนแอ หรือรอแต่ความช่วยเหลือ หรืออำนาจจากรัฐเพียงอย่างเดียว ฉะนั้นการทำงานพัฒนาเมือง หรือการทำงานจิตสาธารณะ จะสรรสร้างอำนาจให้เกิดขึ้นกับประชาชน และคาดหวังว่า อำนาจดังกล่าว จะช่วยทำให้เกิดการพัฒนาจากคนในเมืองที่แท้จริง และหวังว่าอำนาจจากกฏหมายจะมาถึงในสักวัน
อ่านเพิ่มเติม มุมมองต่อภาคประชาสังคมกับแง่คิดการพัฒนาเมือง

    

    การบรรยายเรื่อง อำนาจเจริญ ผังอนุภาค ผังชีวิตผังตำบล และผังพัฒนาเมืองแก่เครือข่ายภาคประชาสังคมอำนาจเจริญ
วันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ณ ห้องประชุม ขบวนองค์กรชุมชน อำนาจเจริญ

         แผนงาน นพม. ภายใต้ ศูนย์ศึกษมหานคร วิทยาลัยรัฐกิจ ม.รังสิต เชิญ ผศ.ดร.สักรินทร์ แซ่ภู่ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ผังเมือง และนฤมิตศิลป์ มหาวิทยาลัมหาสารคาม บรรยายเรื่องการวางแผนผังการพัฒาเมืองอำนาจเจริญ เพื่อให้ความรู้แก่เครือข่ายภาคประชาสังคมอำนาจเจริญ อาทิ เรื่องลักษณะนิเวศของภาคตะวันออกเฉียงเหนือและจังหวัดอำนาจเจริญ การพัฒนาจังหวัดอำนาจเจริญในอนาคต ภายใต้แผนอนุภาค วิธีการและการวางแผนผังชีวิตผังตำบล สุดท้ายคือผังการพัฒนาเมือง เพื่อส่งเสริมและสร้างองค์ความรู้ในการวางแผนและการพัฒนาเมืองอำนาจเจริญให้เป็นเมืองธรรมเกษตรในอนาคต อีกทั้งมีการแลกเปลี่ยนความรู้ความคิดเห็นในการพัฒนาเมืองระหว่างแผนงาน นพม และ เครือข่ายภาคประชาสังคมในพื้นที่อีกด้วย

    ความร่วมมือการพัฒนาเมือง ระหว่าง มหาวิทยาลัยรังสิต และเทศบาลนครยะลา
วันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ณ อาคารอาทิตย์ อุไรรัตน์ มหาวิทยาลัยรังสิต

         แผนงาน นพม. ภายใต้ ศูนย์ศึกษมหานคร วิทยาลัยรัฐกิจ ม.รังสิต สร้างพื้นที่การประชุม (platform) เพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยรังสิต และเทศบาลนครยะลา โดยเฉพาะความร่วมมือในด้านวิชาการ เพื่อสร้างศักยภาพเมืองยะลาในทุกๆ ด้าน ณ ขณะนี้ความต้องการหลักของเมืองยะลา คือสร้างสังคมสันติสุข พร้อมสร้างรายได้ให้คนยะลา จึงมุ่งหาวิธีวิจัยพัฒนาสินค้าท้องถิ่นเพื่อสร้างมูลค่า เช่น กล้วยหิน ส้มโชกุน นอกจากนี้ยังสนใจการท่องเที่ยว การจัดการด้านภัยพิบัติอีกด้วย

         ความต้องการของเมืองยะลานั้น มหาวิทยาลัยรังสิต ในฐานะสถาบันการศึกษา อันมีความเชี่ยวชาญด้านวิชาการครอบคลุมทุกด้าน มีวิทยาลัยและบุคลากรที่พร้อมให้การสนับสนุนความต้องการของเมืองยะลา ไม่ว่าจะเป็น วิทยาลัยนวัตกรรมเกษตร เทคโนโลยีชีวิต และอาหาร คณะศิลปะและการออกแบบ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ วิทยาลัยดนตรี และวิทยาลัยนิเทศศาสตร์ ซึ่งการประชุมความร่วมมือครั้งนี้ จะสร้างแรงบวกให้กับพื้นที่เมืองยะลาในการพัฒนาศักยภาพตนเอง และสถาบันการศึกษาที่มุ่งทำงานเพื่อท้องถิ่นมากขึ้นด้วย ซึ่งทางศูนย์ศึกษามหานคร ฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะสามารถสร้าง platform เช่นนี้ให้เกิดขึ้นให้กลายเป็นเครือข่ายการพัฒนาเมืองให้ได้

    การประชุมความร่วมมือ กระบวนการสร้างเมืองธรรมเกษตรของอำนาจเจริญ
วันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ณ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)

         แผนงาน นพม. ภายใต้ ศูนย์ศึกษมหานคร วิทยาลัยรัฐกิจ ม.รังสิต ได้เข้าร่วมการประชุมการวางกรอบ แผนการดำเนินงาน เพื่อขับเคลื่อนจังหวัดจัดการตนเอง ของ จังหวัดอำนาจเจริญ โดยหารือร่วมกับทีมงานผู้แทนสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน แผนงานขับเคื่อนขับเคลื่อนสังคมด้วยดัชนีชี้ความสุข และผู้แทนขบวนองค์กรชุมชน จ.อำนาจเจริญ ซึ่งได้มีการระดมความคิดเพื่อวางผังกรอบ แผนขับเคลื่อนผังชีวิต 20 ปี สู่การเปลี่ยนแปลง จังหวัดอำนาจเจริญในอนาคต

         ในการนี้มีการพิจารณาประเด็นต่างๆ เพื่อประกอบการวางผังชีวิต 6 ประเด็น ได้แก่ ชาติพันธุ์ การอยู่ร่วมกัน การทำมาหากิน แหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญา พื้นที่แหล่งอาหาร และเศรษฐกิจและทุน เมื่อสำเร็จแล้วจึงมีการนำไปเป็นโครงการนำร่องในพื้นที่เทศบาลเมืองอำนาจเจริญ ซึ่งจะมีการสรุปบทเรียนและการเรียนรู้ก่อนที่จะนำไปประกาศใช้เป็น ผังชีวิต ซึ่งจะมีการยกร่างเพื่อปรับเปลี่ยนรูปแบบและกระบวนการบริหารงานจังหวัด อันจะนำไปสู่กาเป็น เมืองธรรมเกษตร ในอนาคตซึ่งเป้าหมายสูงสุดของการวางผังนี้คือ การนำไปสู่การเป็น เมืองธรรมเกษตร ของอำนาจเจริญในอนาคต

    คนเล็กเปลี่ยนเมืองสัญจรครั้งที่ 1 กับชุมชนริมน้ำจันทบูร
วันที่ 8-9 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ณ ชุมชนริมน้ำจันทบูร จังหวัดจันทบุรี

         แผนงาน นพม. ร่วมกับ โครงการผู้นำแห่งอนาคต Leadership for the Future จับกลุ่มคนทำงาน "เมือง" ทั่วทุกสารทิศ มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ณ ชุมชนจันทบูร จังหวัดจันทบุรี ชุมชนเด่นด้านการอนุรักษ์ โดยกลุ่มคนทำงานเมือง มีทั้ง Saiburi Looker อาจารย์ธิป จาก สถาบันอาศรมศิลป์ - Arsom Silp Institute of the Art กลุ่มจาก Songkhla Forum ตัวแทนจาก เทศบาลเมืองเบตง (Betong, Thailand) ชุมชนเลื่อนฤทธิ์ เครือข่ายมักกะสัน ผู้นำ ผูกปิ่นโตข้าว กลุ่มนักธุรกิจเพื่อชุมชน และอีกหลายกลุ่ม แต่ละคนอันมาจากต่างพื้นที่ ต่างที่มา ต่างความถนัด ต่างร่วมกันแลกเปลี่ยนเทคนิค กระบวนการ บทเรียน การพัฒนาเมือง เวทีการเรียนรู้เล็กๆ แห่งนี้ เกิดไอเดีย... เกิดการเรียนรู้... เกิดมิตรภาพ....เป็นอีกหนึ่งการสร้างพื้นที่ (platform) ของคนทำงานเมือง มาชนความคิด และอาจก่อสิ่งใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นได้อีก

    นำเสนอแบบภูมิทัศน์พิพิธภัณฑ์ทางธรรมชาติบ้านสวนกงต่อชุมชนบ้านสวนกง
วันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ณ หาดบ้านสวนกง อ.จะนะ จ.สงขลา

         คุณศุทธิดา วงศ์เทียมชัย นักภูมิสถาปนิกและทีมงานแผนงาน นพม. ได้นำเสนอแบบภูมิทัศน์ให้ชาวบ้านเห็นภาพว่า เรามีแนวทางที่จะสร้าง "พิพิธภัณฑ์ทางธรรมชาติบ้านสวนกง" ภายใต้แนวคิด "Museum without Walls" ที่เน้นการศึกษาเรียนรู้จากของจริงที่ธรรมชาติสร้างขึ้นมาแบบไร้กำแพงกั้น พร้อมทั้งมีความเป็นมิตรต่อระบบนิเวศ สิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตชุมชน เพื่อรักษาชายฝั่งของเมืองสงขลาที่ยังคงมีความอุดมสมบูรณ์อยู่อย่างบ้านสวนกงให้มีความยั่งยืน

    อบรม และนำเสนอผลงานศึกษาเมืองโบราณสถาน ณ ประเทศเวียดนาม
วันที่ 5 - 9 ตุลาคม พ.ศ.2558 ณ มหาวิทยาลัยคมนาคมและการสื่อสาร (University of Transport and Communications) กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม

         แผนงาน นพม.โดยนายฮาพีฟี สะมะแอ ได้เข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการ International trainning couse GISience for Civil Protection Management in Southeast Asia ซึ่งจัดโดย มหาวิทยาลัย SULZBURG ประเทศออสเตรีย ร่วมกับ มหาวิทยาลัยคมนาคมและการสื่อสาร (University of Transport and Communications) เพื่อพัฒนาและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ ในการจัดการเมือง เศรษฐกิจและสังคม โดยมีมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมกับ 10 แห่งทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

         นายฮาพีฟี สะมะแอ นำเสนอเรื่อง การประยุกต์ระบบภูมิสารสนเทศเพื่อการศึกษาโบราณสถานในจังหวัดสุโขทัยและพระนครศรีอยุธยา ( Application of Geographic Information System in Historic Site Studies in Sukhothai and Ayutthaya ) วัตถุประสงค์ของการศึกษา เพื่อศึกษาจำนวนโบราณสถานที่ตั้งอยู่ในเขตเมืองของจังหวัดทั้งสอง ความใกล้ไกลจากแม่น้ำ ความสัมพันธ์ของโบราณสถานกับการพัฒนาเมืองในปัจจุบัน และการกระจายตัวของโบราณสถาน เพื่อให้ทราบถึงลักษณะการตั้งถิ่นฐานของคนไทยในอดีตว่าเป็นอย่างไร

    เมืองเบตง : แสงสว่างปลายอุโมงค์
วันที่ 26 กันยายน พ.ศ.2558 ณ เทศบาลเมืองเบตง

         แผนงาน นพม. นำทีมโดย ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ประธานกำกับทิศทางของแผนงาน นพม. เข้าศึกษาดูงาน แลกเปลี่ยนร่วมกับเทศบาลเมืองเบตง นำทีมโดย นายซาบรี แดเมาะ รองนายกเทศมนตรีเมืองเบตง โดยท่านรองนายกให้ภาพของเมืองเบตงเปรียบเสมือนแสงสว่างปลายอุโมงค์ เนื่องจากเป็นเมืองเบตงเป็นเมืองโดดเดี่ยว กลางหุบเขา ต้องเดินทางข้ามผ่านภูเขา ทางที่คดเคี้ยว กว่าจะถึงที่หมาย ซึ่งเมืองเบตงเป็นแสงสว่างเล็กๆ ของนักเดินทางที่ต้องผ่านความมืดมิดตลอดทาง

         ท่านรองนายก ยังให้ข้อมูลอย่างหลากหลายมิติของเมืองเบตง โดยเฉพาะมิติด้านประวัติศาสตร์ของผู้คนในเมืองเบตง ที่ประกอบด้วยหลากหลายเชื้อชาติ ศาสนา ไม่ว่าจะเป็น ชาวไทยเชื้อสายจีนซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ที่ควบคุมเศรษฐกิจ ชาวไทยพุทธ และชาวไทยมุสลิม นอกจากนี้ยังได้อธิบายให้เห็นอนาคตการพัฒนาเมืองเบตง ซึ่งให้ความสำคัญการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนสร้างสนามบินนานาชาติเบตง และแผนการพัฒนาท่องเที่ยว ซึ่งเป็นจุดเด่นของเมืองเพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจด้วย

     เมืองเบตง : ประชาสังคมไทยเชื้อสายจีนที่เข้มแข็ง
วัน ที่ 26-27 กันยายน 2558 ณ เมืองเบตง อำเภอเบตง จังหวัดเบตง

        "แผนงาน นพม. ได้มีโอกาสเดินทางไปศึกษาดูงานเมืองเบตง เมืองใต้สุดของไทย ได้เรียนรู้เรื่องราวของเมืองเบตงหลากหลายแง่มุม สิ่งที่น่าสนใจอย่างหนึ่งคือการได้มีโอกาสเห็นและสัมผัสถึงความหลากหลายของผู้คนที่มีวิถีชีวิตที่แตกต่างกัน พร้อมทั้งวิถีชีวิตที่ยังยึดโยงกับเชื้อชาติ และวัฒนธรรมของตนเองอย่างไม่เสื่อมคลาย โดยเฉพาะคนไทยเชื้อสายจีนในเมืองเบตง โดยบทความนี้จะสะท้อนเรื่องราวของคนไทยเชื้อสายจีนในเบตง ที่ยังคงรักษาความเป็นจีนไว้อย่างดี จนรวมตัวเป็นสถาบันยึดโยงผู้คนเชื้อสายจีนในเมืองเบตงไว้ด้วยกัน และก่อให้เกิดคุณค่าของผู้คน และมีผลต่อการพัฒนาเมืองเบตงอย่างยิ่ง อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

    พบเครือข่าย คนเล็ก....เปลี่ยนเมือง ครั้งที่ 2
วันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ.2558 ณ โรงแรมเอสดี อเวนิว ปิ่นเกล้า

         พบกันครั้งที่ 2 สำหรับเครือข่ายคนเล็กเปลี่ยน เมือง นำทีมโดย โครงการผู้นำแห่งอนาคต (Leadership for the future) สำหรับสมาชิกคนเล็กเปลี่ยน เมือง ยังเป็นกลุ่มคนทำเมือง สนใจเรือ่งเมือง มาร่วมตัวกันเช่นเดิม ไม่ว่าจะเป็น เครือข่ายมักกะสัน นักวิชาการ หรือกลุ่มคนใหม่ๆ เช่น เจ้าของกิจการเพื่อชุมชน คนทำเรื่องสุขภาพ โดยการพบกันครั้งนี้ ยังคงวัตถุประสงค์เช่นเดิม คือต้องการให้คนที่ทำเรื่องเมือง ซึ่งแต่ละคนมีภารกิจของตัวเอง มาร่วมกัน นำสู่การสร้างพลเมือง (deliberative democracy) ซึ่งต้องหา platform เพื่อดึงเครือข่ายคนทำเมืองมาร่วมตัวกัน ซึ่งครั้งนี้มีความคืบหน้า คือ อยากให้เครือข่ายเหล่านี้ เน้นการพบป่ะ พูดคุย จัดกิจกรรม talk ร่วมกัน พร้อมจัดทำเป็นเอกสารเผยแพร่ โดยจะเป็นการรวมตัวแบบหลวมๆ แต่ก่อนที่จะไปสู่กิจกรรม มีแผนการดำเนินเริ่มต้น โดยการจัดทริป พบกันเครือข่ายคนเล็ก..เปลี่ยนเมือง ลงพื้นที่ร่วมกันที่ชุมชนจันทบูร จังหวัดจันทบุรี วันที่ 8-9 ธันวาคม 2558 เพื่อเรียนรู้การรักษาบ้านเก่า และเป็นการจุดประกายให้คนทำเมืองได้แชร์ไอเดียร่วมกัน เผื่อสานต่อการรวมกลุ่มในการพัฒนาเมือง และสร้างพลังจากภาคประชาชนต่อไป

    อบรม "การสร้างและบริหารเครือข่าย (Network and partnership management)
วันที่ 14-15 กันยายน พ.ศ.2558 ณ โรงแรมพักพิงอิงทาง บูติก โฮเทล งามวงศ์วาน กทม.

         FURD เข้าอบรม "การสร้างและบริหารเครือข่าย (Network and partnership management) จัดโดย สำนักภาคีสัมพันธ์และวิเทศสัมพันธ์ ของ Thai Health Promotion Foundation สสส. วันที่ 14-15 กันยายน 2558 พร้อมเพื่อนภาคีเครือข่ายสสส. มากมาย อบรมแน่นทั้งเนื้อหาเชิงวิชาการ เครืองมือและworkshop การบริหารจัดการเครือข่าย

    Workshop การจัดทำแผน และพัฒนาศักยภาพบุคลากรของแผนงาน นพม.
วันที่ 6-8 กันยายน พ.ศ.2558 ณ ชวาลัน รีสอร์ท จังหวัดนครปฐม

         แผนงาน FURD จัด Workshop การจัดทำแผน และพัฒนาศักยภาพบุคลากรของแผนงาน นพม. ที่นครปฐม เหตุที่เลือกนครปฐมนั้น แผนงาน ฯ ต้องการศึกษาความเป็นเมืองของนครปฐม ที่ได้รับอิทธิพลจากการขยายตัวความเป็นเมืองจาก กทม. และการเป็นเมืองแห่งการศึกษาที่เต็มไปด้วยสถานศึกษาหลากหลายแห่ง ทำให้มีประชากรหลั่งไหลเข้ามา โดยการจัด workshop ครั้งนี้ ทำให้ทีมงานได้วิเคราะห์ถึงปัญหาการทำงาน และค้นหาวิธีการแก้ปัญหาและพัฒนาวิธีการทำงาน พร้อมมุ่งทำความเข้าใจเป้าหมายขององค์กรร่วมกัน นอกจากนี้ทีมงานยังได้จัดแผนการทำงานที่เห็นภาพชัดเจนทั้งระยะสั้นและระยะยาว เพื่อที่จะมุ่งหน้าเข้าสู่เป้าหมายได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยหลังจากนี้ แผนงาน ฯ จะผลิตผลงานได้มากยิ่งขึ้น

    พบเครือข่าย คนเล็ก... เปลี่ยนเมือง
วันที่ 5 กันยายน พ.ศ.2558 ณ หอศิลปวัฒนธรรม กทม.

         Furd ร่วม พบปะ กับเครือข่าย คนเล็ก...เปลี่ยน นำโดย โครงการผู้นำเมืองแห่งอนาคต (Leadership for the Future) และกลุ่มคนเล็ก ที่มีพลังและใจที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงของเมือง ซึ่งเริ่มต้นจากการเป็นกลุ่มเล็กๆ ทำโครงการเล็กๆ ไม่ว่าจะเป็น เครือข่ายมักกะสัน สถาบันอาศรมศิลป์ นิตยสาร a day ตัวแทนจากโครงการผูกปิ่นโต เป็นต้น การพบกันครั้งนี้เป็นการแลกเปลี่ยนวิธีคิด มุมมอง ของคนที่มีความต้องการอยากเห็นเมืองของตัวเองดำเนินไปอย่างมีอัตลักษณ์ มีคุณภาพ ซึ่งทุกคนเชื่อว่า หากหลายๆ คนในเมือง ทำสิ่งเล็กๆ น้อยๆ เพื่อส่วนรวม ย่อมกลายเป็นพลังเครือข่ายที่ใหญ่ขึ้น นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของเมืองได้ โดยการพบปะครั้งนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของกลุ่มคนทำเมือง ที่จะพัฒนาแนวคิด รูปแบบของกลุ่ม ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

    เวทีประชุมสถานการณ์เมืองสายบุรี
วันที่ 13 กรกฏาคม พ.ศ.2558 ณ อาคารพร้อมพันธ์ กทม.

         แผนงาน นพม. จัดประชุม เกี่ยวกับ สถานการณ์เมืองสายบุรี โดยเชิญอาจารย์อสมา มังกรชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี มาเล่าให้แผนงาน นพม. ได้รับรู้ถึงสถานการณ์ของเมืองสายบุรี โดยอาจารย์อสมาอธิบายโดยภาพรวมว่า ปัจจุบันพื้นที่สามจังหวัด มีงานวิจัยออกมา 3 รูปแบบ คือ อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ศิลปะวัฒนธรรม และความมั่นคง แต่ทั้งนี้งานวิจัยยังคงไม่สามารถนำไปขับเคลื่อนได้มากนัก แต่ที่น่าสนใจคือ เกิดนักวิจัยชาวบ้านในพื้นที่เพิ่มมากขึ้น และการเกิดของกลุ่มภาคประชาสังคมเพิ่มมากขึ้นหลายกลุ่ม ทำให้เกิดบรรยากาศการสร้างความรู้ ในพื้นที่ขึ้นมาจำนวนมาก สำหรับในพื้นที่สายบุรี มีภาคประชาสังคมหลายกลุ่ม แต่ที่โดดเด่นขึ้นมา คือ กลุ่มสายบุรี ลุคเกอร์ ที่เป็นกลุ่มคนชั้นกลาง ในสังคมสมัยที่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีและใช้ประโยชน์เป็น ทำให้กลุ่มนี้ได้ขับเคลื่อนในรูปแบบของคนเมือง เข้าถึงแหล่งทุนได้เร็วรวด ซึ่งกลุ่มสายบุรี ลุคเกอร์ รวมทั้งกลุ่มอื่นๆ จะยังคงมีพลวัตอยู่เรื่อยๆ ไปพื้นที่สามจังหวัด แม้จะอยู่ในท่ามกลางการควบคุมของภาครัฐก็ตาม

    ความเคลื่อนไหว เรื่อง การขับเคลื่อนข้อเสนอนโยบายเรื่องการปฏิรูปผังเมือง
วันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ.2558

         จากการที่แผนงาน นพม. ได้ยื่นข้อเสนอ เรื่อง "การปฏิรูปเรื่องผังเมืองไทย" โดย ศาสตราจารย์กิตติคุณเดชา บุญค้ำ อดีตประธานคณะอนุกรรมาธิการวิสามัญศึกษานโยบาย กฎหมาย และโครงสร้างหน่วยงานการตั้งถิ่นฐานและการผังเมือง วุฒิสภา ต่อประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ เพื่อเข้าสู่กระบวนการสร้างนโยบายสาธารณะต่อไป

         บัดนี้ ข้อเสนอดังกล่าว ได้ถึงมือประธานสภาปฏิรูป นักกฏหมาย และกระบวนการยุติธรรม เรียบร้อยแล้ว ดังรูปภาพจดหมาย

    ภาคพลเมือง กับการพัฒนาอย่างยั่งยืนลุ่มน้ำคลองบางโปรง จังหวัดชลบุรี
วันที่ 30 มิถุนายน 2558 ที่ เทศบาลตำบลเสม็ด อำเภอเมือง จังหวัดชลบรี

         แผนงาน นพม. เข้าร่วมสังเกตการณ์ เวทีเสนอข้อมูลเสนอแผน วิเคราะห์ข้อมูลวิเคราะห์แผน และแนวทางขับเคลื่อนแผนชุมชน จ.ชลบุรี ภายใต้โครงการบูรณาการสำนึกพลเมือง ชุมชนต้นแบบความร่วมมือในการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดย ศูนย์พัฒนาการเมืองภาคพลเมืองสถาบับพระปกเกล้า จังหวัดชลบุรี การตัดสินใจเข้าร่วมงานครั้งนี้ แผนงาน นพม. เห็นศักยภาพของกลุ่มภาคพลเมืองในชลบุรี ที่มี อาจารย์ทัศวี สุวรรณรัตน์ อดีตอาจารย์คณะสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์ เอกภูมิศาสตร์ ของ ม.บูรพา เป็นผู้นำขับเคลื่อนกับภาคประชาสังคม ให้ความสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมเมือง และบูรณาการชุมชนต้นแบบความร่วมมือในการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะเรื่องขยะ ในบริเวศลุ่มน้ำคลองบางโปรง

         ในการประชุม อาจารย์ทัศวี ได้พยายามชี้ให้เห็นว่า อดีตของชลบุรี เป็นพื้นที่ที่ดี ปลูกข้าวได้สายพันธ์ แต่ปัจจุบันเกิดนิคมอุตสาหกรรม และทำให้เกิดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม เช่น มีสารปรอทในน้ำมากเกินไป เป็นต้น พร้อมกันนี้อธิบายการขับเคลื่อนของภาคพลเมืองที่หันมาสนใจดูแลสิ่งแวดล้อมเมือง เช่น ชชุมชนหนอกข้างคอก เสม็ด แสนสุข บ่อกวางทอง เป็นต้น ซึ่งภาคพลเมืองเหล่านี้ได้นำเสนอความก้าวหน้าที่ได้พยายามแก้ไขปัญหาให้ฟัง และร่วมระดมความคิดเห็นในการเดินไปข้างหน้า จากการประชุมครั้งนี้ แผนงาน นพม. ในฐานะผู้ศึกษาเมืองสุขภาวะ เห็นศักยภาพและความสำคัญ เป็นพื้นที่ใหญ่ในการประสานสนับสนุน จัดการข้อมูลเมืองสุขภาวะได้

    Healthy City กับเทศบาลเมืองแสนสุข ชลบุรี
วันที่ 25 มิถุนายน 2558 ที่ เทศบาลเมืองแสนสุข อำเภอเมือง จังหวัดชลบรี

         แผนงาน นพม. และทีม สสส. เข้าร่วมประชุมกับ เทศบาลเมืองแสนสุข นำทีมโดย คุณณรงค์ชัย คุณปลื้ม นายกเทศมนตรีเมืองแสนสุข หรือที่รู้จักกันดีคือ "นายกตุ้ย" ในหัวข้อระดมสมองของเมืองแสนสุขในประเด็น Healthy City เพื่อวางแนวทางการดำเนินงานร่วมกันในการพัฒนาระบบสุขภาพในเทศบาล โดยมีจุดเด่นของการทำงานในครั้งนี้คือ "การดึงมหาวิทยาลัยบูรพาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในภาคีเครือข่ายการทำงานอย่างเต็มตัว" เนื่องจากมหาวิทยาลัย เป็นองค์ที่มีความพร้อมทั้งงบประมาณ บุคลากร องค์วิชาความรู้ จะสามารถทำงานรับใช้ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีตัวแทนคณะเข้าร่วมอย่างหลากหลาย เช่น คณะแพทย์ คณะวิศวะ โลจิสติก สิ่งแวดล้อม สถาปัตยกรรม เป็นต้น ซึ่งแต่ละคณะได้นำเสนอองค์ความรู้ที่น่าจะเป็นประโยชน์แก่เทศบาลเมืองแสนสุขได้ จึงเป็นอีกก้าวสำคัญของเมืองแสนสุข จังหวัดชลบุรี เมืองที่มีความพร้อมทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และมีความเป็นเมืองสูงจากการเป็นเมืองท่องเที่ยว ได้ตระหนักถึงสุขภาพของประชาชนในเมืองมากขึ้น ซึ่งแผนก็วางไกล เป็นลำดับขั้น โดยเริ่มต้นจากการจัดงานใหญ่ "วิ่งมาราธอนในพื้นที่" แห่งแรก ที่จัดโดยเทศบาลฯ

    การประชุมสมัชชาสุขภาพปี 2558 ครั้งที่ 1 การระดมหัวข้อขับเคลื่อน
วันที่ 23 มิถุนายน 2558 ที่ ตึกสช. กระทรวงสาธารณสุข

         แผนงาน นพม. เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในทีมงานเวทีใหญ่ของภาคพลเมือง ที่รู้จักกันในนาม "เวทีสมัชชาสุขภาพ" ซึ่งเป็นเวทีเชื่อมเครือข่ายสานพลังขับเคลื่อนกระบวนการพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพแบบมีส่วนร่วม ของเครือข่ายสมัชชาสุขภาพทั่วประเทศ เพื่อนำสู่เป็นข้อเสนอจากภาคพลเมืองในการแก้ปัญหาด้านสุขภาพต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้แผนงาน นพม. ได้เข้าร่วมกระบวนการสมัชชาดังกล่าว ในหัวข้อ "การพัฒนาระบบบริการสุขภาวะในเมืองใหญ่" โดยต้องมีกระบวนการระดมสมอง ก่อนจะไปถึงการลงประชามติในช่วงสิ้นปี ซึ่งในการประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมครั้งแรก เพื่อกำหนดหัวข้อเกี่ยวกับสุขภาวะในเมืองใหญ่ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมคือ เทศบาลเมืองใหญ่ เช่น เทศบาลนครนนทบุรี เทศบาลนครหาดใหญ่ ตัวแทนจากสสส. เป็นต้น เพื่อพัฒนาหัวข้อ ซึ่งก็ยังคงเลือกหัวข้อ การพัฒนาระบบบริการสุขภาพในเมืองใหญ่ แต่ทั้งนี้การประชุมครั้งนี้ยังขาดผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่าย เช่น กทม. เป็นต้น ซึ่งการประชุมครั้งต่อไป จะมีผู้ได้ส่วนเสียเข้าร่วมมากยิ่งขึ้น

    ผลักดัน ข้อเสนอการปฏิรูปผังเมืองไทย
วันที่ 22 มิถุนายน 2558 ที่ รัฐสภา

         จากการบรรยาย เรื่อง นโยบายและทางออกการพัฒนาเมืองของประเทศไทย โดย ศ.กิตติคุณ เดชา บุญค้ำ ศิลปิ้นแห่งชาติ และอดีตประธานคณะอนุกรรมาธิการวิสามัญศึกษานโยบาย กฎหมาย และโครงสร้างหน่วยงานการตั้งถิ่นฐานและการผังเมือง วุฒิสภา ซึ่งมีรายละเอียดข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับอุปสรรคการพัฒนาเมืองของไทย โดยเฉพาะการตั้งถิ่นฐาน และการประสบปัญหาภัยพิบัติซ้ำซาก โดยได้มีข้อเสนอเชิงนโยบายในการปฏิรูปผังเมืองไว้อย่างสนใจ

         แผนงาน นพม. จึงนำเอกสารเรื่องดังกล่าว ยื่นเสนอต่อประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่รัฐสภา เพื่อที่สภาปฏิรูปแห่งชาติจะได้นำเรื่องดังกล่าวหารือ เพื่อปฏิรูประบบผังเมืองได้อย่างทันท่วงทีในแผนการปฏิรูปประเทศไทย โดยแผนงาน นพม. หวังว่า การนำเสนอนโยบายครั้งนี้ จะช่วยทำให้เป็นการจุดประกายให้ผู้มีอำนาจ หันมาสนใจปัญหาผังเมือง และปัญหาการสร้างเมือง รวมทั้งการป้องกันการเกิดอุทักภัยในเมืองใหญ่ได้

    สัมผัสเมืองสาย ไปกับคนสายบุรี
วันที่ 23 พฤษภาคม 2558 ที่ คฤหาสน์พิพิธภักดี อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี

         ในยามค่ำคืน กลุ่ม Saiburi Looker ได้จัดงานที่มีชื่อว่า "สัมผัสเมืองสาย" ซึ่งเป็นงานภายใต้โครงการจัดเวทีเสวนาความรู้อนาคตเมืองสาย ที่สนับสนุนโดยแผนงาน ของเรา ภายในงานมีการฉายสารคดี เรื่อง สามเกลอ และพลังสตรี กำกับโดย มาหะมะซาบรี จาก Keris Media พร้อมพูดคุยกับกลุ่ม Saiburi looker ,กลุ่มมุสลีมะห์, ตัวแทนชุมชนคนอื่นๆ ผู้เป็นเสมือนตัวแทนของชุมชนในการทำงานขับเคลื่อนพัฒนาเมืองสายบุรี โดยเล่าที่มา ความยากลำบากในการทำงาน ทั้งนี้แม้จะมีความยากลำบากเพื่อใด แต่สิ่งหนึ่งที่สัมผัสได้คือ ทุกกลุ่มของสายบุรี มีความต้องการให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง ดึงสายสัมผัสในอดีตระหว่างคนสามวัฒนธรรม จีน มลายู ไทยพุทธ ให้กลับมารักกันอีกครั้ง หลังจากเกิดความหวาดระแวงมากมายในพื้นที่จากเหตุการณ์ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนใต้ ผ่านกิจกรรมมากมาย เพื่อให้ผู้คนได้พบป่ะ พูดคุย ร่วมกันคิดและวางแผนพัฒนาเมือง ซึ่งงาน "สัมผัสเมืองสาย" นี้ก็เป็นอีกหนึ่งงานที่อยากถ่ายทอดวิดีโอ การพูดคุย เพื่อให้คนสายบุรีได้รู้จักเมืองของตนเอง ผ่านการบอกเล่าของคนเก่าแก่ในเมือง และจากหลายมุมมองของคนต่างวัฒนธรรม

         ในช่วงท้ายของงาน ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ในฐานะประธานกำกับทิศทางแผนงาน นพม.ได้กล่าวให้กำลังใจกลุ่มคนที่พัฒนาสายบุรี พร้อมกับชี้ว่าสามจังหวัดชายแดนภาคใต้จะต้องปกครองตนเองให้มากขึ้น มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองให้มากมากขึ้น และท้ายที่สุดแล้ว "สันติสุข" คือสิ่งที่สำคัญที่สุด หากไม่มีสันติสุข "เมือง" และ "คน"ก็ไม่สามารถพัฒนาต่อไปได้ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.deepsouthwatch.org/dsj/7216#sthash.VLXlIBSV.dpuf

    ศึกษาเมืองสายบุรี : การฟื้นเมืองเศรษฐกิจของคนสามวัฒนธรรม
วันที่ 22-23 พฤษภาคม 2558 ที่ เมืองสายบุรี อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี

         แผนงาน นพม. ลงใต้อีกครั้ง กับเมืองสำคัญในสามจังหวัดชายแดนใต้ หากใครศึกษาประวัติศาสตร์ของสามจังหวัดภาคใต้ของไทยนั้น จะต้องรู้จักเมืองแห่งประวัติศาสตร์อย่าง "เมืองสายบุรี" อย่างแน่นอน เนื่องจากอดีตเป็นเมืองท่าที่สำคัญผ่านแม่น้ำสายบุรี และมีความเจริญรุ่งเรืองเป็นที่อยู่อาศัยของเจ้าเมือง และชนชั้นนำ (Elite) หลายคนในสมัยนั้น เมื่อเดินทางข้ามเวลา นับ 100 ปี ซากความรุ่งเรืองยังคงฉายชัดเต็มพื้นที่ของเมืองสายบุรี ซึ่งกลุ่ม Saiburi looker ภาคประชาสังคมกลุ่มสำคัญของสายบุรี ได้พาทีมงานเยี่ยมชมสถาปัตยกรรม เรือนแถว วังเก่า ไม่ว่าจะเป็น วังเจ้าเมืองสายบุรี ที่ปัจจุบันยังลูกหลานอาศัยอยู่ แต่ตัวบ้านก็ผุพังไปมาก ซึ่งยังไม่ได้รับการซ่อมแซม เนื่องจากติดเงื่อนไขมากมาย และยังเป็นของเอกชน ข้ามฝั่งมาที่คฤหาสน์พิพิธภักดีหรือ คฤหาสน์ตนกูฮามิด คฤหาสน์หลังใหญ่ที่สร้างแบบศิลปะมาลายู ซึ่งเป็นจุดเด่นของสายบุรีในการรวบรวมเงินซื้อเพื่อให้กลายเป็นของชุมชน รวมถึงมัสยิดรายา เรือนแถวคนจีนที่ยังรูปแบบบ้านจีนเต็มเมืองสายบุรี

         หลังจากได้ฟัง ได้รับรู้มาพอสมควร แต่เมื่อลงพื้นที่เห็นของจริงนั้น อาจจะไม่ได้ต่างกับภาพที่เห็น แต่สิ่งหนึ่งที่สายบุรีน่าสนใจในวันนี้ คือ การตื่นตัวของภาคประชาสังคมที่พยายามลุกขึ้น คิด ทำ เพื่อนำเมืองให้กลับมาสันติสุขอีกครั้ง ให้คนสามวัฒนธรรมได้กลับมาสามัคคี คล้่ายกับอดีตที่เคยอยู่ร่วมกันได้เป็นอย่างดี

     ทางออกในการพัฒนาเมืองของไทยในอนาคต : อุปสรรคอันยิ่งใหญ่ทางนโยบาย และกลไกที่ต้องก้าวข้าม

วันที่ 18 พฤษภาคม 2558 ที่ โรงแรมมิราเคิลแกรนด์

         แผนงาน นพม. ได้จัดประชุมคณะกรรมการกำกับทิศทางงวดที่ 2 (ตุลาคม 2557 - มีนาคม 2558) ในวันดังกล่าว ได้เรียนเชิญ ศาสตราจารย์กิตติคุณเดชา บุญค้ำ ศิลปินแห่งชาติ สาขาภูมิสถาปัตย์ ปัจจุบันเป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการวิสามัญศึกษานโยบาย กฎหมาย และโครงสร้างหน่วยงานการตั้งถิ่นฐานและการผังเมือง วุฒิสภา ผู้มีประสบการณ์เกี่ยวกับการพัฒนาเมืองมายาวนาน ให้เกียรติมาเป็นวิทยากรบรรยาย เรื่อง ทางออกในการพัฒนาเมืองของไทยในอนาคต : อุปสรรคอันยิ่งใหญ่ทางนโยบาย และกลไกที่ต้องก้าวข้าม โดยได้บรรยายถความผิดพลาดในการตั้งถิ่นฐานของประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันกำลังเผชิญปัญหาโลกร้อน และกำลังจะเผชิญปัญหาน้ำท่วมอย่างไม่หยุดหย่อน ซึ่งพื้นที่น้ำท่วมนั้น มักเป็นที่ตั้งของเมืองใหญ่ ทั้งกทม. พื้นที่ภาคกลาง ทั้งนี้สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากเป็นความล้มเหลวของการทำแผนระยะยาวเกี่ยวกับการวางผังเมืองไทย ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกคนมองข้าม แต่กลายเป็นว่ากรุงเทพอีก 50 ปีข้างหน้า อาจจะจมอยู่ภายใต้แม่น้ำ ซึ่งปัจจุบันทิศทางการเติบโตของกรุงเทพกลับเติบโตไปเรื่อยๆ โดยที่ความจริง ต้องหยุดการเติบโต และเริ่ม "การสร้างเมืองใหม่" ที่เป็นพื้นที่ที่เหมาะสม ซึ่งอาจารย์ได้มีข้อเสนอนโยบายที่น่าสนใจ เช่น ควรมีธรรมนูญผังเมืองเพื่อกำกับกฎหมายต่างๆ เกี่ยวกับการวางแผนและการพัฒนาเชิงทุกพื้นที่ของประเทศ และข้อเสนอที่น่าสนใจอีกมากมาย ซึ่งเป็นการบรรยายที่ได้ความรู้และได้ข้อเสนอ ทางออก ที่น่าสนใจต่อการพัฒนาเมืองในไทยอย่างยิ่ง

    ประชุมคณะกรรมการกำกับทิศทางงวดที่ 2 (ตุลาคม 2557 - มีนาคม 2558)
วันที่ 18 พฤษภาคม 2558 ที่ โรงแรมมิราเคิลแกรนด์

         แผนงาน นพม. ได้จัดประชุมคณะกรรมการกำกับทิศทางงวดที่ 2 (ตุลาคม 2557 - มีนาคม 2558) นำทีมโดย ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อธิการวิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต ในฐานะประธานกำกับทิศทางแผนงาน นพม. เป็นประธานเปิดการประชุม แผนงาน นพม. ได้สรุปผลการดำเนินงานตลอด 6 เดือน โดยได้สรุปภาพใหญ่ (overview) การกระจายตัวของประชากร ในเขตเทศบาลนคร เมือง และเทศบาลที่อยู่ติดชายแดน ให้เห็นถึงการกระจายตัวของประชากรไปยังเทศบาลข้างๆ ซึ่งผลการศึกษาพบว่า หลายพื้นที่ในไทยประชากรได้กระจายตัวออกไป ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นเมืองกำลังขยายตัว นอกจากนี้ยังได้สรุปผลงานอื่นๆ เช่น การทำวิจัยเมืองต่างๆ เช่น สงขลา เชียงใหม่ การรวบรวมข้อมูลจาก expert ด้านเมือง การทำสื่อเผยแพร่ความรู้ โดยแผนงานการดำเนินต่อไป จะรวบรวมข้อมูลเมืองที่มีการบริหารเมืองเด่นๆ เช่น ยะลา ขอนแก่น น่าน จัดทำเป็น model การพัฒนาเมือง พร้อมสังเคราะห์ข้อมูลเพื่อนำไปสู่นโยบายสาธารณะต่อไป

 
หน้าที่ | 1 | 2 | 3 | 4 |5 | 6