อาหารสมองคนเมือง : Trends, Media, and Urban Life style

        วันที่ 2 กันยายน 2558 เวลา 15.30 – 17.00 น. แผนงาน นพม. ได้เข้าร่วมงานเสวนา อาหารสมองคนเมือง ครั้งที่ 2 ในหัวข้อ Trends, Media, and Urban Life style วิทยากรโดย คุณสุหฤท สยามวาลา ดีเจและนักธุรกิจ ขวัญใจวัยรุ่น จัดโดย คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งแผนงาน ฯ สนใจประเด็นวิถีชีวิตคนเมืองที่เกิดมาโดยตลอด เพื่อรับรู้ความเคลื่อนไหวและความเปลี่ยนแปลงของคนเมือง ซึ่งในงานเสวนามีเนื้อหาน่าสนใจดังนี้

New life style วิถีชีวิตคนเมืองแบบใหม่

        ความเป็นเมืองที่เกิดขึ้น ได้มาพร้อมกับเทคโนโลยีล้ำหน้าใหม่ ได้ปรับและสร้างวิถีชีวิตคนเมืองแบบใหม่ให้เกิดขึ้น คำถามคือว่า ใหม่อย่างไร? คุณสุหฤท มองว่า คนเมืองได้มีวิถีชีวิตแบบใหม่นั้น เป็น เทรนด์ชีวิตที่แสนแปลกแตกต่างเดิมไปมาก ด้วยเทคโนโลยีต่างๆ ทำให้รสนิยมของผู้คนเปิดกว้างขึ้นมาก เกิดกลุ่มใหม่ในสังคม ที่มีรสนิยมกล้ายกัน เช่น กลุ่มฮิปเตอร์ hipster กลุ่มคนชอบรถเวสป้า วิถีชีวิตแบบ slowlife แต่ทว่าไม่ได้หมายความว่าคนในเมืองทุกคนจะมีไลฟ์สไตล์เช่นนี้ หลายคนยังต้องหาเช้ากินค่ำ ไม่รู้จัก ฮิปเตอร์ ไม่ชอบรสเวสป้า สังคมเมืองกำลังเผชิญความแตกต่างของวิถีชีวิตในระดับที่รุนแรงมากขึ้น อีกทั้งเกิดความห่างระหว่างบุคคล พ่อแม่ห่างลูก แต่ทั้งหมดนี้เราคงต้องยอมรับมันเนื่องจากคือความเป็นไปตามธรรมชาติ

        คุณสุหฤท มองว่าเทรนด์ พฤติกรรมผู้บริโภค 2015 ที่นำเสนอข้อมูลโดย บริษัท ไทยซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ จำกัด มองว่า มีเทรนด์ผู้บริโภคที่น่าสนใจยุคปัจจุบันจะมีลักษณะเด่นๆ ดังนี้

         1. Privacy Matters ความปลอดภัยมาก่อนผู้คนจะหวงแหนความเป็นส่วนตัวมากขึ้น เพราะเทคโนโลยีปัจจุบันเริ่มรุกล้ำความเป็นส่วนตัวของเรามากขึ้น ผู้บริโภคกังวลเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลส่วนตัวมากขึ้น เขาจะเลือกดีไวซ์ที่มั่นใจได้ว่ามีระบบความปลอดภัยจริงๆ

         2. Mobile Health Monitoring เทคโนโลยีสุขภาพ เทรนด์เรื่องสุขภาพนี้จะบังคับให้เห็นไปถึงปี 2020 และมีความใส่ใจเรื่องสุขภาพมากขึ้น จะกลายเป็นยุคของ Aging society เพราะฉะนั้นดีไวซ์ต่างๆ จะถูกสร้างเพื่อรองรับเทรนด์ดังกล่าว

         3. 24/7 shopping experience ช้อปออนไลน์ 24 ชั่วโมง การช้อปปิ้งจะแฝงเข้าสู่ดีไวซ์ และโซเซียลมีเดีย เพิ่มมากขึ้น จะสามารถลดช่องว่างระหว่างคนซื้อและคนขายได้ สามารถช้อปปิ้งได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยที่ไม่ต้องกังวลเรื่องเวลาเปิดปิด

         4. เกิด Viogger ด้วยพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบันมักจะค้นหาข้อมูลสินค้าหรือรีวิวก่อนการตัดสินใจซื้อทำให้เกิดกลุ่มที่เรียกว่า viogger หรือ video blogging ที่แจ้งเกิดการทำวิดีโอรีวิวสินค้า หรือทำคอนเทนต์เป็นของตัวเอง คนกลุ่มนี้เป็นมากกว่าบล็อกเกอร์ เพราะอย่าลืมว่าเทรนด์เรื่องวิดีโอมาแรงสุดๆ

         นอกจาก เทรนด์พฤติกรรมผู้คนในเมืองที่เปลี่ยนไปแล้ว ในเรื่องของ Generation ใหม่ ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากเช่นกัน โดยปัจจุบันเรามี Gen Z ที่เป็นช่วงอายุและวิถีชีวิตเมืองแบบล่าสุด แต่ในอนาคต เรากำลังจะได้พบกับ “ Gen Alpha” Gen ใหม่ หลัง Gen Z โดยกลุ่ม Gen Alpha คือคนที่เกิดตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นไป จะเป็นเด็กที่ไม่รู้จักกับ Textbook แล้ว อยู่แต่กับเทคโนโลยี ซึ่งการเกิด Gen ใหม่ๆ เท่าไหร่ ยิ่งทำให้เกิด Generation gap มากขึ้นเท่านั้น วิถีชีวิตใหม่ๆ เหล่านี้ที่เกิดขึ้น เป็นสิ่งที่เราต้องทำเข้าใจ และเรียนรู้กับมันมากขึ้น เพราะคงยากที่จะไปเปลี่ยนแปลง เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนแปลงตามเวลา

ปัญหาเมือง : การคมนาคมในกทม.

         จากประเด็นของวิถีชีวิตคนเมืองแบบใหม่แล้ว ลองมาดูปัญหาเมืองกันบ้าง ปัญหาเมืองก็คงหนีไม่พ้นเรื่องการเดินทาง การคมนาคม วันนี้เมืองอย่างกทม. ให้ความสำคัญกับการสร้างรถไฟฟ้ามาก ซึ่งก็ไม่ได้ผิดอะไร เพราะเป็นรูปแบบการเดินทางที่ดี ปลอดภัย และตรงเวลา แต่คำถามคือว่า รถไฟฟ้าไม่ได้จอดหน้าบ้าน กว่าจะถึงก็ 5 โล ถ้าเป็นแบบนี้มีรถไฟฟ้าก็คงแก้ปัญหาไม่ได้มาก แบบนี้ควรจะทำอย่างไร? อันที่จริง ปัญหาเหล่านี้แก้ได้ เมืองที่ดี ควรจะสร้างเมืองแบบตาข่าย คือ ต้องขนจักรยานขึ้นรถไฟฟ้าได้ เหมือนที่ญี่ปุ่นรถไฟใต้ดินสามารถจอดจักรยานได้ จะได้เปลี่ยนขึ้นรถไฟต่อได้ ควรจะต้องทำเมืองให้เป็นเมืองจักรยาน แต่ทั้งนี้ยอมรับว่าหลายคนไม่อยากปั่น เพราะอากาศร้อน อาจลองมองหาการนวัตกรรมที่เราใช้กันอยู่แล้ว เช่น “มอเตอร์ไซต์รับจ้าง” เป็นนวัตกรรมที่น่าสนใจ เราไม่เคยสนใจ แต่ต่างประเทศไม่ได้มีแบบนี้ ซึ่งมันแก้ปัญหาได้ เพียงแต่เราต้องทำมันให้ดี ปัญหาการคมนาคมอาจจะเบาบางขึ้น หากสามารถออกแบบเมืองแบบเป็นตาข่าย ที่ต้องออกแบบให้คนสามารถออกจากประตูบ้านไปจนถึงรถไฟฟ้าที่ใกล้ที่สุดได้

แนวคิดการออกแบบเมือง

         คุณสุหฤท ยังชี้ประเด็นเกี่ยวกับแนวคิดการออกแบบเมืองที่น่าสนใจด้วย โดยประเด็นเรื่องแนวคิดการออกแบบเมืองนั้น มี 2 แนวคิดใหญ่ๆ ที่น่าสนใจนำมาใช้ในนักออกแบบใช้ในการการออกแบบ คือ

        1. ทฤษฏีดาวกระจายหลากสี อธิบายได้ว่า การกระจายความเจริญที่มีศูนย์กลางหลายๆ แห่ง คือ ไม่ควรมีจุดศูนย์กลางในเมืองแค่แถวสาทร สีลม หรือสยาม แต่ก็ควรมีศูนย์กลางในจุดอื่นๆ ที่ไกลออกไปด้วย ในประเทศไทยก็เช่นกัน ไม่ควรมีกทม.เป็นศูนย์กลางอย่างเดียว ทำไมเชียงใหม่ หรือที่อื่น ไม่เป็นศูนย์กลางที่เทียบเท่ากับกรุงเทพ ซึ่งปัจจุบันยังคงมีศูนย์กลางเดียว กรุงเทพอย่างเดียว

        2. ทิ้งแนวคิด the only choice ในการออกแบบ คือให้หยุดคิดว่าทุกอย่างมีทางออกเดียว ยกตัวอย่างเช่น โครงการปรับภูมิทัศน์ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ลงทุนกว่า 14,000 ล้านบาท โมเดลที่เราเห็นนั้นสวยมาก ซึ่งเป็นแนวคิดที่ดี แต่โครงการนี้เกิดผลกระทบกับชุมชนกว่า 30 ชุมชน ณ วันนี้โครงการได้ถูกเลื่อนออกไป คำถามคือ มีเพียงทางเลือกเดียวคือ ทำ หรือ ไม่ทำเท่านั้น หรือ ? มีวิธีอื่นที่มันจะมีการปรับร่วมกันหรือไม่ ฉะนั้น การออกแบบนั้นอย่า ออกแบบ ที่มักจะคิดว่า มีเพียงแค่ตัวเลือกตัว แต่ควรมีทางเลือกหรือทางออกอื่นๆ ด้วย

         ท้ายสุดการบรรยาย คุณสุหฤท มีภาพฝันของเมือง คือเมืองแบบ Creative city เมืองที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการเปลี่ยนสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ให้เมืองให้มีความน่าสนใจ เหล่านี้เป็นสิ่งที่สำคัญที่จะช่วยสร้างคุณภาพชีวิตของคนเมืองได้มากขึ้น และเป็นการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ที่เมื่อรวมกันแล้วอาจเปลี่ยนแปลงเมืองได้ ฉะนั้นคนรุ่นใหม่ คงเป็นความหวังและโอกาสที่จะร่วมมือกัน เปลี่ยนแปลงเมืองในรูปแบบใหม่ ที่แตกต่างจากเดิม บางทีเมือง Creative city ที่เป็นความฝันของใครต่อใคร อาจจะกลายเป็นจริงได้

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>