เวทีสาธารณะ เรื่อง “อาคารและชีวิตระหว่างอาคาร : จากขอบเขตเมืองเก่าทับเที่ยงสู่ชุมชนทางวัฒนธรรมร่วมสมัย”



แนวคิด "ที่ที่สาม" เป็นการบอกว่า เริ่มแรกมนุษย์อยู่บ้านเป็นที่แรก ในขณะที่อีกพื้นที่หนึ่งคือโลกของการใช้ชีวิตประกอบสัมมาอาชีพ เล่าเรียนศึกษาหรือทำงาน แต่คนเราไม่ได้อยู่แค่ในพื้นที่สองแห่งนี้เท่านั้น เรามีเรื่องที่ต้องพูดคุย ต้องพบปะผู้คนที่มีความสนใจเหมือนกัน หรือออกมาผ่อนคลาย ที่ที่สามจึงเป็นพื้นที่จำเป็นที่ทุกเมืองต้องให้ความสำคัญ ฉะนั้น การสร้างและออกแบบพื้นที่ที่สามหรือพื้นที่สาธารณะ เพื่อให้เกิดชีวิตสาธารณะในเมือง จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐท้องถิ่นควรตระหนัก

เมืองตรังต้องการพื้นที่ที่สาม
สำหรับเมืองตรัง มีเอกลักษณ์ทั้งเรื่องอาหารการกิน ตึกรามบ้านช่อง ให้บรรยากาศสโลวไลฟ์ แต่เมื่อเมืองเติบโตขึ้น ร้านค้าพาณิชย์ก็ขยายตัวผุดขึ้นตามมามากมาย พื้นที่ที่สามของรัฐหรือเทศบาลกลับหยุดนิ่ง ไม่ทันสมัย ไม่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ ไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของนักศึกษา ทำให้เมืองตรังยังขาดพื้นที่สาธารณะสำหรับคนรุ่นใหม่ให้เข้าไปพัฒนาความคิด พบปะสังคม ทำให้ปัจจุบันคนเหล่านี้ต้องเสียเงินเข้าไปใช้บริการคาเฟ่ ร้านกาแฟที่มีลักษณะเป็น Co-working Space ซึ่งตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ได้ดีกว่า เอกชนในเมืองตรังจึงพัฒนาไปได้เร็วกว่ารัฐค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตาม คนที่ใช้พื้นที่ที่สามไม่ได้มีแค่คนรุ่นใหม่เท่านั้น แต่ยังมีผู้สูงอายุ ผู้พิการ ที่เห็นเป็นเสียงเดียวกันว่า การไปไหนมาไหนในเมืองตรังยังคงยากลำบาก พื้นที่ที่สามหรือพื้นที่สาธารณะยังขาดความปลอดภัยและน่าดึงดูด สะท้อนให้เห็นว่า เมืองตรังยังคงห่างจากการเป็นเมืองสำหรับทุกคน (City for All)

คนตรังคิดอย่างไรกับพื้นที่ที่สาม
ทางศูนย์ศึกษามหานครและเมือง จึงสนใจที่จะศึกษาพื้นที่ที่สามในเมืองตรัง โดยมีคุณอภิชญา โออินทร์ นักวิจัยของศูนย์ได้ตั้งคำถาม 3 ข้อ คือ หนึ่ง ที่ที่สามที่คนตรังชอบไปอยู่ที่ไหนบ้าง สอง ที่ที่สามเกิดขึ้นได้อย่างไร และ สาม เมืองควรพัฒนาที่ที่สามอย่างไร ผลการวิจัยในเบื้องต้นจากการสอบถามคนเมืองตรัง จำนวน 400 คน พบว่า

1) คนเมืองตรังให้ความสนใจกิจกรรมที่หลากหลายมาก ไม่ว่าจะเป็นการฟังเพลง ฟังดนตรี การทำอาหาร ทำเบเกอรี่ การถ่ายภาพ เล่นกล้องถ่ายรูป การเล่นเกม การอ่านหนังสือ วรรณกรรม การออกกำลังกาย

2) คนเมืองตรังส่วนมากใช้โซเชียลมีเดีย เช่น เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ไลน์ ในการตามหากลุ่มที่มีความสนใจเหมือนตัวเอง

3) กลุ่มคนรุ่นใหม่ในเมืองตรังจะตัดสินใจไปใช้ที่ที่สามด้วยเหตุผลหลัก คือ การเดินทางที่สะดวกสบาย โดยเฉพาะกลุ่มนักเรียนที่ไม่สามารถขับรถยนต์ไปได้ด้วยตัวเอง จึงต้องอาศัยรถโดยสารสาธารณะเป็นสำคัญ

4) ถึงแม้คนเมืองตรังจะออกจากที่ส่วนตัวหรือที่บ้านมาใช้ชีวิตข้างนอก แต่คนเมืองตรังส่วนใหญ่ก็ยังคงต้องการความเป็นส่วนตัวในการทำกิจกรรม การใช้ชีวิตในพื้นที่ที่สาม ไม่จำเป็นต้องมีคนรู้จักหรือคนที่อาศัยอยู่ในละแวกเดียวกัน คนเมืองตรังยอมที่จะเดินทางไปไกลๆ เพื่อไปพบคนที่มีความสนใจเหมือนกัน

จากผลการวิจัยจึงได้ข้อสรุปในเบื้องต้นว่า ที่ที่สามไม่ควรจำกัดแค่กิจกรรมหรือความสนใจใดสนใจหนึ่งเท่านั้น ควรทำให้พื้นที่หนึ่งๆ สามารถทำกิจกรรมได้หลากหลาย เพื่อดึงดูดผู้คนให้เข้ามาใช้พื้นที่นั้นๆ พร้อมกันนั้น เมืองต้องใช้โซเชียลมีเดียเป็นช่องทางหลักในการประชาสัมพันธ์ที่ที่สาม เพื่อคนเมืองรับรู้และเข้าถึงพื้นที่หรือกิจกรรมนั้นได้ นอกจากนี้ การเดินทางขนส่งภายในเมืองยังคงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด หากรัฐต้องการให้คนรุ่นใหม่เข้าไปร่วมกิจกรรมหรือทำให้พื้นที่ที่สามมีความสดใสและมีชีวิตชีวา

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>