เมืองบุรีรัมย์: Sport City Destination


เรื่องโดย คุณจตุพร รังษิณาภรณ์
เรียบเรียงโดย ปลายฟ้า บุนนาค
ผู้ช่วยวิจัย ศูนย์ศึกษามหานครและเมือง
วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต



ของดีจังหวัดบุรีรัมย์

        จังหวัดบุรีรัมย์ เดิมเป็นจังหวัดที่มีภูเขาไฟมากที่สุดในโลก แต่ดับไปหลายพันปีแล้ว หลายพื้นที่ในจังหวัด ดินจะมีแร่ธาตุที่เกิดจากภูเขาไฟ เช่น ฟอสฟอรัส เหล็ก แมงกานีส และโพแทสเซียม เป็นต้น ซึ่งสินค้าเกษตรที่ขึ้นชื่ออย่างหนึ่งคือ ข้าวภูเขาไฟ เป็นข้าวที่ปลูกในพื้นที่ดินภูเขาไฟ ทำให้ข้าวมีลักษณะพิเศษ คือ หอม หวาน อร่อย และมีวิตามินและแร่ธาตุมาก ไม่เพียงเฉพาะข้าว แต่พืชพันธุ์เกษตรอื่นๆ ที่ปลูกในพื้นที่ก็จะมีแร่ธาตุต่างๆ เหล่านี้เช่นกัน รวมถึงน้ำแร่ซึ่งคาบเกี่ยวไปถึงจังหวัดนครราชสีมา ก็มีแร่ธาตุเช่นเดียวกัน ตรงนี้ เป็นทรัพย์ในดินของบุรีรัมย์ เป็นหนึ่งในของดีจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งควรจะได้รับการทำเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indications หรือ GI) ซึ่งขณะนี้ยังไม่เกิดขึ้น มีการพยายามผลักดันเรื่องนี้มานานแล้ว แต่ไม่ได้รับการช่วยเหลือเท่าที่ควร เนื่องจากผู้ว่าราชการของบุรีรัมย์มีการเปลี่ยนทุกปี นอกจากนี้ยังมีผ้าไหมตีนแดงที่มีการทอมือเป็นลักษณะพิเศษ แต่ตัวนี้ได้รับ GI ไปแล้ว และได้รับการโปรโมตอยู่


เศรษฐกิจท้องถิ่นที่เกิดจากความภูมิใจ

        เดิมจังหวัดบุรีรัมย์ขึ้นชื่อว่ายากจนมากอันดับต้นๆ ของประเทศ รองจากศรีสะเกษ จนมีคำกล่าวว่า “บุรีรัมย์ตำน้ำกิน” แต่ภายหลังมีการทำเรื่องของการกีฬา สร้างสนามฟุตบอล I-mobile และเปลี่ยนชื่อเป็น สนามช้างอารีน่า ยังมีสนามแข่งรถ ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต เรื่องนี้ต้องยกความดีให้คุณเนวิน เพราะในตอนแรก เราไม่เคยคิดว่าจังหวัดของเราจะไปได้ไกลขนาดนี้

        บุรีรัมย์เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นอย่างรวดเร็ว จากที่ดินไม่มีราคากลายเป็นราคาแพงมาก เช่น ที่ดินตรงข้ามสนามฟุตบอลช้างอารีน่า เมื่อก่อนราคาไร่ละประมาณ 1 แสนบาท ตอนนี้มีคนขอซื้อ 10 ล้านบาทเจ้าของยังไม่ขาย ราคาอาจพุ่งไปถึง 20 ล้านบาท ในด้านการขนส่งก็เช่นกัน สนามบินบุรีรัมย์ได้รับการปรับปรุง จากมีเที่ยวบินมาลงอาทิตย์ละ 1 เที่ยวบิน ตอนนี้มีวันละหลายเที่ยวบินแล้ว และล่าสุด บุรีรัมย์กำลังจะได้รับให้เป็นเมือง Destination Sport City นอกเหนือจากการกีฬาแล้วยังมีเรื่องของวิทยาศาสตร์การแพทย์และเทคโนโลยีด้วย เพิ่งมีการตั้งทีมเกมส์ของจังหวัดไป

        สิ่งที่น่าทึ่งมาก คือ ทุกคนในจังหวัดรักจังหวัดมาก เกิด Sense of Belonging ยกตัวอย่าง เสื้อทีมบุรีรัมย์ยูไนเต็ด ตอนเริ่มแรกราคาเพียง 200-300 บาท ยังไม่ค่อยมีคนซื้อใส่ แต่ตอนนี้ ราคาขึ้นมาเกือบ 1,000 บาท แต่คนก็ใส่กันทั้งจังหวัด คนบุรีรัมย์หันมารักจังหวัดตัวเองมากขึ้น คนบุรีรัมย์ที่ไปอยู่ต่างประเทศก็กลับมาอยู่บ้านเป็นจำนวนมาก มีอาชีพเสริมเป็นเจ้าของโรงแรม รวมถึงร้านอาหารและกิจกรรมต่างๆ ที่ส่งเสริมการท่องเที่ยว คนบุรีรัมย์มีที่กินข้าว ช้อปปิ้ง และสามารถออกไปเอนเตอร์เทนตัวเองได้ ตอนเย็นๆ ทุกคนจะไปรวมตัวกันออกกำลังกาย นี่เป็นสิ่งที่ดีมาก และที่สำคัญ เศรษฐกิจของบุรีรัมย์ก็เติบโตไปโดยปริยาย ร้านโอทอปขายดี ทุกคนอยากให้บ้านตัวเองดี ทุกคนจึงช่วยเหลือกัน ทุกคนใส่เสื้อทีมฟุตบอล คนที่ทำงานในสนามกีฬาก็ล้วนแต่เป็นคนบุรีรัมย์ ไม่ได้จ้างคนมาจากข้างนอก ไม่ว่าจะเป็นทีมโปรโมต ทีมคัทเอาท์ เป็นต้น เขาเอาคนรุ่นใหม่ที่เป็นลูกหลานคนบุรีรัมย์เข้ามาร่วมทีม มาร่วมทำแผนทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีการนำเข้าอุปกรณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์และรถแข่ง ซึ่งช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในจังหวัดด้วย

        นอกจากนี้ ยังเกิดตลาดนัดถนนเซาะกราว ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี ผู้ขายจะเป็นคนบุรีรัมย์ทั้งหมด ไม่ใช่คนต่างถิ่นมาขาย เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ และเป็นจุดดึงนักท่องเที่ยวหลังจากดูบอลเสร็จก็มาเดินเที่ยวตลาดนัดต่อ ตรงจุดนี้จังหวัดอื่นๆ น่าจะสามารถนำไปทำตามได้

        เศรษฐกิจของบุรีรัมย์ดีขึ้นมาก เกิดการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอด ทุกคนอยากจะลงทุน อยากใช้จ่าย เกิด Sense of Belonging ทุกคนช่วยกันเพราะอยากให้บ้านตัวเองดีขึ้น ถ้าพูดถึงในภาวะปัจจุบันที่คนรู้สึกว่าเศรษฐกิจไม่กระเตื้อง แต่สำหรับคนบุรีรัมย์จะรู้สึกว่าเศรษฐกิจของตนดีขึ้นกว่าเดิมมาก


อ้างอิงรูปภาพ
        https://www.springnews.co.th/view/120471/22471936_1818066194887532_863345648_o
        https://mgronline.com/travel/detail/9590000018224